
เดือนที่เดินทาง - มกราคม 2023
สวัสดีครับ หายหน้าหายตาไปพักนึงเพราะต้องกลับไปทำงานเก็บเงินเพื่อจะไปเที่ยวใหม่ ครั้งนี้มีความตั้งใจจะไปหาเพื่อนที่ย้ายไปอยู่ดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ UAE เลยถือโอกาสวางแผนไปเที่ยวประเทศเพื่อนบ้านด้วยเลยจะได้คุ้มค่าตั๋วกับเวลานั่งเครื่องบิน
ทริปนี้ใช้เวลาแค่ 7 วันเท่านั้นปลอดภัยต่อวันลาที่มีโดยที่ผมออกเดินทางจากตอนกลางคืนแล้วไปถึงตอนเช้ามืดอาศัยนอนบนเครื่องบินพอได้เพราะระยะเวลาเดินทางพอๆกับเวลานอน
สิ่งที่ควรรู้
หลายคนอาจจะสงสัยว่าการมาที่เอมิเรตส์และโอมานผู้หญิงนี้ต้องแต่งตัวกันยังไงเพื่อให้เหมาะสม สองประเทศนี้ถือว่าไม่เคร่งมากถ้าไม่ได้ไปสถานที่ทางศาสนาก็แค่แต่งตัวตามปกติได้เลยแต่เวลาไปนอกเมืองก็ควรใส่เสื้อผ้ามิดชิดหน่อยถ้ากลัวว่าคนเค้าจะไม่พอใจกัน
อาหารการกินนั้นส่วนใหญ่จะเป็นอาหารแขกๆ อินเดีย อาหรับที่เน้นไปทางเนื้อวัว เนื้อแกะ เนื้อไก่ แป้งที่มาในรูปแบบขนมปังกับข้าวบาสมาติ (Basmati) ที่เมล็ดยาวๆเนื้อแห้งๆ แล้วก็พวกแกงกระหรี่ กินไปตลอดทริปเลยจ้า
ไฮไลท์วันที่ 1 - 4: เที่ยวดูไบ
Dubai Marina
Desert Safari
Burj Khalifa
Level 43
The Penthouse
ไฮไลท์วันที่ 4 - 7: เที่ยวโอมาน
เมืองมัสกัต (Muscat)
Sultan Qaboos Grand Mosque
เมืองซูร์ (Sur)
โอเอซิส วาดิ บานิ คาห์ลิด (Wadi Bani Khalid)
ทะเลทรายวาฮิบา (Wahiba Sands)
ตอนไปเที่ยวยุโรปก็มีโอกาสได้มาต่อเครื่องที่ดูไบบ้างแต่ก็ไม่เคยได้ออกมานอกสนามบินเลย รู้แต่ว่าตึกสวยๆเยอะกับสิ่งก่อสร้างแบบท้าทายสามัญสำนึกอะไรแบบนี้ ไปดูกันเถอะมีอะไรบ้างในเวลา 3 วันครึ่ง
วันที่ 1 Dubai Marina และ Desert Safari
จากที่เพื่อนเล่าให้ฟังคือดูไบเป็นเมืองที่มีคนต่างชาติอยู่เป็นหลัก เกินกว่า 85% เป็นคนต่างชาติที่มาทำงานและอาศัยที่นี่ คนที่เป็นประชากรเอมิราติจริงๆเป็นเปอร์เซนต์น้อยมากๆ คนส่วนมากจะมาจากเอเชียใต้ ประมาณประเทศอินเดีย ปากีสถาน หรือบังกลาเทศ
แผนดั้งเดิมคือจะเช่ารถขับในเมืองเพราะรู้ว่าระบบรถสาธารณะของที่นี่ยังไม่ค่อยครอบคลุมทุกพื้นที่และก็มีอยากไปถ่ายรูปแต่เช้าก่อนพระอาทิตย์ขึ้นจะได้ไม่ต้องรอรถสาธารณะเปิด แต่ผิดแผนมากเพราะว่าไม่ได้เตรียมใบอนุญาตขับขี่สากลมา คือไปมาหลายที่แล้วไม่มีใครเค้าขอดูเลย ครั้งนี้เลยชะล่าใจทำให้ที่ดูไบต้องนั่งแท๊กซี่กันพรุนมาก ถึงจุดนี้ก็คอยลุ้นตลอดเวลาว่าไปที่โอมานจะเช่ารถได้มั้ยนะ
แผนของวันนี้คือจะไปเที่ยวทะเลทราย Desert Safari แล้วก็กะว่าจะนอนค้างในเต๊นท์ด้วย แพ็กเกจที่จองไว้รวมตามนี้ และรถจะมารับช่วงบ่ายสองถึงบ่ายสามครับ
รถรับส่งจากโรงแรม รับ 2.30 PM ส่ง 8.30 AM วันรุ่งขึ้น
Dune-bashing หรือเค้าพาขับรถบนเนินทรายเลี้ยวไปเลี้ยวมาให้ทรายมันกระเด็นสูง
ขี่รถ ATV เล่นในพื้นที่ที่เค้าล้อมรั้วไว้
อาหารเย็นแบบบุฟเฟ่ต์
การแสดงระบำหน้าท้อง ระบำควงไฟ ระบำที่คนเต้นหมุนติ้วๆเป็นระยะเวลาหลายนาที
รวมบริการกางเต๊นท์พร้อมถุงนอนและบริการก่อกองไฟ
ใครที่อ่านแล้วสนใจก็ดูรายละเอียดได้ตรงนี้ครับ LINK ราคาแต่คนละ 500 Dirham ออกเสียงว่าเดียรัม หรือประมาณ 4,500 บาท แนะนำแบบนี้ ใครที่จะไปนอนค้างในทะเลทรายที่โอมานอยู่แล้วไม่ต้องไปอันนี้หรอก แล้วถ้าอยากก็แนะนำว่าไม่ต้องนอนค้างคืนก็ได้ ที่นอนก็จะนอนเต๊นท์อยู่ในรั้วค่ายของเค้าอีกที มีโอกาสได้เดินเล่นตอนเช้าดูพระอาทิตย์ขึ้นนิดหน่อย
มาถึงแต่เช้าก็เลยเอาเวลาที่มีไปเดินเล่นแถว Dubai Marina ที่ดูไบในเดือนมกราคมอากาศหนาวและลมแรงมากแต่เป็นช่วงที่ควรมาเที่ยวที่สุดเพราะเคยได้ยินว่าหน้าร้อนมานี่มันร้อนตับแล่บซะยิ่งกว่าเมืองไทยเดือนเมษาซะอีก ส่วนที่ Dubai Marina เป็นย่านคอนโดร้านอาหารมีแต่ตึกสูงสวยๆรอบเลย
ตอนนี้ยังเช้ามากก็จะเห็นแต่คนมาวิ่งออกกำลังกายกัน มีมุมสวยๆเยอะเลยแต่ว่าไม่มีเวลากลับมาเก็บตอน blue hour เหมือนทุกที จดไว้ก่อนอนาคตค่อยกลับมาซ่อมใหม่
ทีนี้จะลองเดินไปดูชายหาดก็ได้รับรู้ของผังเมืองสุดบรรลัยที่สวยมากแต่การใช้ชีวิตจริงยับมากหากไม่มีรถขับ สาเหตุเพราะว่าเค้าสร้างตึกรวมๆกันเป็นกระจุกแล้วก็เชื่อมต่อกับกระจุกอื่นด้วยทางด่วน การจะออกจากกระจุกนึงก็ต้องวนๆเยอะมาก ทำให้ระยะทางที่จริงๆอาจเดินแต่ 10 นาทีกลายเป็นครึ่งชั่วโมงแถมเดินหลงอีกเพราะเดินๆอยู่ก็เป็นทางตันซะงั้น เอาเป็นว่าเดินจนล้มเลิกเปลี่ยนไปเดินหาร้านกาแฟนั่งรอดีกว่า
คนขับรถสำหรับไปเที่ยวทะเลทรายก็คอยโทรหาอยู่ทุกชั่วโมงคอยคอนเฟิร์มเหมือนกลัวจะชิ่งแต่สุดท้ายเค้าก็มารับจริงตอนบ่ายสาม รถที่มารับเป็นรถ 4x4 สำหรับไว้ขับบนทรายแล้วก็ออกเดินทางกันเลย ขับออกมาจากเมืองแค่นิดเดียวก็เริ่มเห็นเนินทรายเยอะๆแล้ว ประมาณ 2 ชั่วโมงพี่คนขับเค้าก็จอดบอกว่าเค้าพามาทำกิจกรรมก่อนแล้วที่กินข้าวกับที่นอนอยู่อีกที่นึง

ตรงนี้นักท่องเที่ยวเยอะพอสมควรรถจอดเต็มเลย ตอนแรกคิดถึงทะเลทรายมันก็จะคิดถึงความแล้งๆคนน้อยๆแต่มาถึงแล้วเหมือนจุดจอดรถเข้าห้องนำ้นิดหน่อย ตรงนี้ก็จะมีคนมาขายผ้าโพกหัวแบบคนอาหรับแนะนำว่าให้บอกคนขับให้ช่วยต่อ เพราะผมซื้อราคาจริงแล้วคนขับเรียกมาตำหนิว่าทำไมซื้อแพงแบบนี้คุณท่าน ตรงนี้แหละที่เค้าจะพาไปขี่รถเล่นบนทรายที่เรียกว่า Dune Bashing คือก็ขับไปบนทรายแล้วเลี้ยวนู่นนี่ถ้าใครเมารถง่ายให้ผ่านไปเลยครับ อีกกิจกรรมคือขี่รถ ATV แบบขี่เล่นเองในที่ๆเค้าล้อมไว้ ที่ใหญ่พอสมควรขี่เร็วๆมีเนินมีหลุมให้ผาดโผนเล็กน้อยได้ ใครขับแล้วรถไปติดหล่มออกไม่ได้ก็มีคนคอยช่วยยกออกมาให้ไม่ต้องห่วง

พอเล่นกันจนอิ่มแล้วพี่คนขับคนเดิมเค้าก็รออยู่ตรงทางออกพร้อมขับรถพาเราไปสถานที่กินข้าวดูการแสดง ตรงนี้สามารถเดินเล่นรอบๆได้รอดูพระอาทิตย์ตกตามอัธยาศัย เป็นสถานที่แบบง่ายๆบรรยากาศคล้ายงานวัดทำให้นึกถึงวัยเด็ก ทรายที่นี่คือเล็กละเอียดมากแบบพร้อมจะเข้าไปในทุกที่แต่สัมผัสแล้วมันรู้สึกดียังไงบอกไม่ถูก เหยียบไปแล้วนุ่มเหมือนเท้าโดนดูดเข้าไปเลย

อาหารก็จะเป็นแบบบุฟเฟ่ต์ย่างเนื้อสัตว์ แกงกระหรี่ต่างๆและผักมีให้กินพอแน่นอน ส่วนการแสดงก็มีเรื่อยๆให้ดูไปด้วยตอนกินข้าว คนเยอะครึกครึ้นดีจ้า
คนที่เค้าเลี้ยงนกเหยี่ยวไว้ให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปก็มีวางนกทิ้งไว้ไปเข้าห้องน้ำแบบนี้ด้วย พอเริ่มดึกเข้าแขกที่มาก็เริ่มทะยอยนั่งรถกลับไปดูไบ มาถึงตอนนี้ถึงได้รู้ว่ามีแต่เราหรือนี่ที่มานอนค้าง คือระหว่างกินข้าวก็มองหาตลอดว่าจะนอนกันตรงไหนว้าเพราะมีแต่โต๊ะกินข้าว งงๆอยู่ซักพักพี่คนขับคนเดิมก็มาพาขับรถไปนอนอีกค่ายนึง คนขับบริการดีมากครับคอยเอากับข้าวเอาน้ำมาให้ตลอด
ไปถึงค่ายปั๊บพี่เจ้าของที่เป็นคนปากีสถานเค้าก็หาเต๊นท์มากาง เอาถุงนอนหมอนมาให้ เค้าบอกว่าไม่ต้องอาบน้ำหรอกนะเพราะมันหนาวแต่ว่าห้องน้ำเข้าได้พร้อม จุดกองไฟให้นั่งสังสรรค์กันด้วย

วันที่ 2 Dubai Downtown
คืนก่อนก็ลองตื่นมาเป็นมาดูนิดนึงว่าบนฟ้าดาวเยอะมั้ยแต่ว่ามันใกล้ดูไบมากๆทำให้มลภาวะทางแสงเยอะเกินไป เช้าวันรุ่งขึ้นตื่นแต่เช้าไปเดินเล่นตามเนินทรายรอดูพระอาทิตย์ขึ้น ทรายที่เป็นคลื่นๆริ้วๆแบบนี้เห็นกี่ทีก็สวยเหมือนเดิม
ประมาณเจ็ดโมงคนขับรถก็มารับกลับเข้าเมือง พอไปถึงก็เอาของไปเก็บกันก่อนแล้วก็ไปเที่ยว Burj Khalifa ชื่อดังที่ทอมครูสไปปีนป่ายตอนถ่ายหนังเรื่อง Mission Impossible การจองตั๋วสามารถทำได้ที่เว็บนี้ [LINK] ได้เลยโดยการจองแพ็กเกจ At the Top, Burj Khalifa ราคาบัตรก็จะต่างกันตามเวลาที่จะขึ้นไปดูวิวโดยเวลาหลังจาก 3 โมงเป็นต้นไปจะราคาแพงกว่า
ทางเข้าลิฟท์ขึ้นตึกต้องผ่านทาง Dubai Mall ถ้าซื้อตั๋วไว้ล่วงหน้าแนะนำไปก่อนเวลาประมาณ 15 นาทีเผื่อเดินหลงเพราะห้างใหญ่มาก คิวขึ้นลิฟท์ยาวมากเลยครับแล้วต้องคอยระวังคนชอบมั่วนิ่มเดินมาแซงคิว พนักงานเค้าก็ไม่มาคอยดูแลจัดการคนแซงคิวด้วย พอขึ้นลิฟท์มาแล้วสามารถดูวิวได้รอบด้าน 360 องศาเลยครับผม ถ่ายรูปแล้วมันก็จะติดเงากระจกเล็กน้อย สามารถลดแสงสะท้อนได้โดยการเอาหน้าเลนส์ไปจ่อที่กระจกแล้วก็เอาเงาตัวเองบังเท่าที่ทำได้ มองไปเห็น The World Island เกาะที่เอาทรายไปถมกะให้เป็นรูปแผนที่โลกแต่ว่าน้ำพัดทรายหายหมดจนหมดงบเลิกทำไปแล้ว
Dubai Fountain หรือน้ำพุหน้าห้าง Dubai Mall ก็เป็นที่ที่นักท่องเที่ยวมาเดินถ่ายรูปกันเหมือนกัน ตอนกลางวันนี่เดินข้างนอกไม่ไหวจริงๆ ถึงอากาศจะเย็นแดดเค้าร้อนแสบผิวแสบตามาก

พอเวลาโพล้เพล้เราไปที่ rooftop bar ที่ Level 43 กัน ตรงนี้เป็นมุมโด่งดังที่มองไปเห็นใจกลางเมืองดูไบคู่ไปกับทางด่วน ตรงนี้ตั้งขาตั้งไม่ได้แต่ว่าสามารถเอากล้องวางไว้บนกำแพงได้ไม่มีปัญหา
หลังพระอาทิตย์ตกแล้วยังไม่ดึกมาเลยไปเที่ยวต่อที่ Al Seef ที่ดูแล้วคล้ายๆกับ Asiatique ที่อาคารร้านค้าถูกสร้างให้เหมือนกับตึกอาคารแบบเอมิราติดั้งเดิมเก่าแก่เป็นที่ท่องเที่ยวกินข้าวช้อปปิ้งถ่ายรูป
วันที่ 3
ไม่ได้มีรูปมาให้ดูเท่าไหร่เพราะว่าวันนี้พากันไปสวนน้ำ Atlantis ที่ The Palm Jumeirah ที่เป็นอีกเกาะที่เอาทรายมาถมให้เป็นรูปต้นปาล์ม ความเห็นส่วนตัวคือสวนน้ำนี้ไม่ต้องไปก็ได้ครับ การจัดการไม่ดีสไลเดอร์พังตลอดบางทีต่อคิวไปแล้วชั่วโมงนึงเล่นไม่ได้ต้องไปต่อที่อื่นใหม่อีก ทั้งวันได้เล่นแค่ 3 เครื่องเล่นเอง
หลังจากนั้นก็เลยไปหาที่ถ่ายภาพวิวสวยๆต่อที่ rooftop bar ชื่อว่า The Penthouse อยู่ที่โรงแรม FIVE Palm Jumeirah Hotel เป็นวิวกลุ่มตึกสูงรอบๆ Dubai Marina ที่เราไปมาวันแรก ถึงจะไม่ค่อยมีอะไรให้ทำที่ Dubai แต่ว่ามุมถ่ายรูปมีเยอะมากอาจจะต้องกลับมาแก้มือในอนาคตซะแล้ว

วันที่ 4 เดินทางสู่ Muscat
รอเวลานี้มานานมากเพราะว่าผมเองรอไม่ไหวแล้วที่จะได้เห็นภูมิประเทศแบบทะเลทราย โอมานนี้เค้ามีชื่อเสียงด้านสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่งดงามแปลกตา หลังจากเครื่องลงแล้วก็ต้องมาลุ้นกันว่าจะเช่ารถได้มั้ยนะ จำได้มั้ยตอนที่เราไปดูไบประเทศเอมิเรตส์เค้าไม่ให้เราเช่ารถเพราะเราไม่มีใบอนุญาตขับรถต่างประเทศที่เป็นแผ่นพับสีขาวที่ต้องจ่าย 505 บาทที่สำนักงานขนส่งเพื่อได้มา
ตอนที่มารับรถเช่าพนักงานก็ถามหาเหมือนกันแต่ภรรยายืนยันว่าไปที่ไหนก็ใช้แค่ใบขับขี่สมาร์ทการ์ดไปเดิมนี่แหละ ลุงพนักงานเค้าขอโทรถามเพื่อนปล่อยให้เรายืนลุ้นอยู่สุดท้ายก็บอกว่าเช่าได้จ้า งานนี้เราเช่ารถ 4x4 มาเพราะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับขับรถออกไปที่รีสอร์ทในทะเลทราย
พอออกมาจากสนามบินก็เย็นๆพอเช็คอินแล้วเลยแวะไปดูพระอาทิตย์ตกคู่กับวิวเมืองมัสกัตยามค่ำคืนโดยการขับรถขึ้นทางข้ามเขาตามโลเคชั่นนี้เลย [LINK] ทางเข้าเค้าจะอยู่ข้างทางด่วนเป็นทางลูกรัง ถ้าเห็นแล้วไม่ต้องกังวลเพราะคนพื้นที่เค้าก็เข้ามานั่งปิคนิกกินข้าวเย็นกันด้วย
สถานที่ส่วนใหญ่ในโอมานมีภูเขาหินสูงล้อมรอบดูแล้วยิ่งใหญ่มาก อาคารบ้านเรือนเค้าก็ไม่สูงมาทำให้ตึกมัสยิดที่สูงๆดูเด่นสวยแปลกตา
วันที่ 5 เดินเที่ยว Muscat และขับรถไป Sur
มัสกัตนั้นเป็นเมืองเล็กๆแต่มีสถานที่เที่ยวสวยๆเยอะมาก ที่แรกที่พลาดไม่ได้และควรมาแต่เช้าคือ Sultan Qaboos Grand Mosque เป็นมัสยิดขนาดใหญ่ที่สร้างเสร็จในปีค.ศ. 2001 มีอายุกว่า 20 ปีแล้ว เป็นสถาปัตยกรรมสมัยใหม่แบบอิสลามที่เน้นรูปสมมาตรและรูปร่างเรขาคณิต ที่นี่ไม่ต้องเสียค่าเข้าแต่ว่านักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมได้เฉพาะ 8 - 11 โมงเช้ายกเว้นวันศุกร์เพราะเค้ามีกิจกรรมทางศาสนากัน
การแต่งตัวทั้งชายหญิงต้องใส่เสื้อผ้าปิดถึงข้อมือและข้อเท้าส่วนผู้หญิงจะต้องมีผ้าคลุมผมด้วยครับ ถ้าใครมาไม่พร้อมเค้ามีขายที่ทางเข้าเหมือนกัน
รอบๆมัสยิดมีสวนต้นไม้ดอกไม้ พื้นหินอ่อนก็เงาแว๊บแบบเห็นเงาสะท้อนถ่ายรูปสนุกมากๆเลยนะ
ตามซุ้มประตูหน้าต่างและรวมไปถึงพื้นหินอ่อนมีลวดลายวิจิตรสวยงามมาก ลวดลายต่างๆมีทั้งรูปทรงเรขาคณิตและตัวอักษรภาษาอาหรับตามคัมภีร์อัลกุรอาน
รอบๆพื้นที่มีโถงทางเดินมากมายที่มีซุ้มประตูซ้อนกันหลายชั้นเวลาถ่ายภาพออกมาทำให้เห็นมิติความลึกของสถานที่ และยิ่งสวยกว่าเดิมเวลาที่มีแสงแดดสองมาทางด้านข้างให้เกิดเป็นเงาพาดลงมาที่พื้น
ส่วนด้านในอาคารก็สวยงามเช่นกันด้วยการแกะลวดลายบนก้อนหินที่ทำกำแพง กระจกสี ประตูไม้แกะสลัก กับการใช้กระเบื้องสี
สองภาพแรกเป็นภาพห้องสวดมนตร์สำหรับสุภาพสตรีส่วนอีกสองภาพล่างเป็นภาพจากห้องโถงสำหรับสวดมนตร์ของผู้ชาย เห็นถึงความเลือกปฎิบัติได้อย่างชัดเจน แต่ยังไงก็สวยมากจริงๆ
ทีนี้มันจะมีอยู่จุดนึงอยู่ตรงมุมๆของมัสยิดที่เราไปนั่งพักแล้วก็จะมีผู้หญิงสองคนมาคุยด้วยอย่างเป็นมิตรแล้วเค้าก็เชิญมานั่งดื่มน้ำชากินผลอินทผาลัม ทีนี้เค้าก็แบบเชิญชวนให้พูดคุยกันเรื่องอิสลามในเชิงว่าอยากให้เราถามคำถามอะไรก็ได้ ไม่ได้ดูแล้วอยากจะชวนเราเข้าศาสนาอะไรแต่จริงๆก็ไม่ได้พูดถึงอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน พอกินเสร็จแล้วก็ขอบคุณแล้วก็ขอตัวออกมาดีกว่าเพราะมันดูเคอะเขินเหลือเกิน

รวมๆแล้วเป็นสถานที่สวยงามบรรยากาศร่มเย็นดีครับ หลังจากนี้เราก็ไปเที่ยวต่อที่ Mutrah เป็นเมืองและตลาดที่อยู่ริมน้ำท่าเรือประมงและเรือสำราญ ตรงนี้เองที่มีมัสยิดสีฟ้าที่เห็นบ่อยๆในภาพเมืองมัสกัต

แดดร้อนแผดเผาเป็นอย่างมากทำให้ต้องถ่ายรูปแล้ววิ่งหลบแดดไปมาจนได้ภาพที่ชอบ 555 ถ่ายภาพนี้จอดรถที่ตลาดปลาได้เลยครับแล้วก็เดินไปที่ตลาด Mutrah Souq ได้ นักท่องเที่ยวเยอะเลยตรงนี้ของที่ขายก็มีตั้งแต่อาหาร ของที่ระลึกแล้วก็ของใช้จิปาถะของคนทั่วไป
เดินไปเดินมาก็ไปโผล่หลังตลาดมีบ้านเรือนตามตรอกแคบๆแบบนี้
เดินกลับออกมาหน้าตลาดก็มีมุมสวยๆให้ถ่ายรูปอีกเยอะเลย บ้านเมืองที่นี่เค้าคุมโทนกันดีมากมีแต่สีขาวสีเหลือง
ริมน้ำตรงนี้เป็นที่หากินของนกนางนวลเพียบเลย เดินระวังนกอึใส่กันเด้อ
พอเที่ยวในเมืองประมาณนึงต้องคอยเตือนตัวเองว่าออกช้ามากไม่ได้เพราะเดี๋ยวมืดก่อนถึงเมืองหน้า ถ้าใครมีเวลามากกว่านี้ มัสกัตยังมีที่เที่ยวอีกหลายที่เลยที่ผมยังไม่ได้ไปไม่ว่าจะเป็น Mutrah Fort หรือ พิพิธภัณฑ์แห่งชาติโอมานก็น่าสนใจ

สำหรับเส้นทางที่จะไปไม่ยากเลยเปิด Google Maps เอาได้ ปลายทางของเราคือเมืองซูร์ หรือ Sur แต่ระหว่างทางก็มีที่เที่ยวเยอะเลย หุบเขาลำธาร หรือ Wadi ของโอมานก็ชื่อดังสวยงามและมีอยู่ตลอดทาง สองหุบเขาที่ดังสุดๆเรื่องความสวยงามคือ Wadi Shab แล้วก็ Wadi Bani Khalid ทีนี้ผมก็คิดอยู่ว่าเลือกไปอันไหนดีเพราะเวลาน้อย หลังจากศึกษาอยู่นานก็สรุปได้ว่า Wadi Shab ถ้าจะไปให้สวยสุดทางมันต้องว่ายน้ำเข้าไปแล้วแบบว่ายน้ำไม่เก่งแถมอุปกรณ์ไม่พร้อม เลยตัดสินใจข้ามไปแล้วไปที่ Wadi Bani Khalid แทน
สต็อปแรกของเราระหว่างทางคือ Bimmah Sinkhole ขับมาตรงนี้แล้วเหมือนเป็นจุดพักคนขับที่พอดีมาก ลงมาแล้วปวดหลังใช้ได้ 555 ตัวสถานที่เองก็ใหญ่นะเป็นหลุมพื้นทรุดลงไปน้ำใสสวยดีเป็นสีเขียวๆ ถ้าใครชอบเล่นน้ำละก็ดีเลยแต่ของเราเดินดูนิดหน่อยพอละ
ตลอดทางที่ขับมาเป็นวิวภูเขาหินสูงดูแห้งแล้งมากเลยครับ ภูเขาแบบนี้ทำให้เวลาฝนที่นานๆตกทีตกลงมาสามารถสะสมน้ำไว้ตามหุบเขาได้แล้วตรงนั้นคนเค้าก็ใช้ทำไร่ทำสวนกัน

มองออกไปก็เป็นทะเลข้างหลังเป็นภูเขา ฮวงจุ้ยดีฝุดๆ ทางตรงนี้อยู่ริมทะเลเลยขับรถออกมาดูซิ โหน้ำทะเลสีเหมือนใบบัวบกเลยนะ

พักผ่อนกันหายเหนื่อยกินขนมแก้หิวนิดหน่อยก็พากันขับรถต่อไปที่เมือง Sur กันเลย เมืองนี้เป็นเมืองริมทะเลเล็กๆน่ารักที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานด้านการต่อเรือไม้แบบฉบับดั้งเดิมของชาวอาหรับที่เรียกว่า Dhaw
ไหนๆมาริมทะเลเลยไปดูชายหาดที่ Sur Beach หน่อย บนหาดมีเด็กแถวนี้เตะบอลกันเพียบ แบบสนามเดียวเตะกันสามคู่คนในสนามหลายสิบคนเหมือนที่เคยเล่นสมัยเด็กๆที่โรงเรียนเลยนะ มองออกไปจะเห็นแลนด์มาร์คของเมืองหลายแห่ง บรรยากาศก็ชิวดีใช้ได้เลย
มีเรื่องน่าเศร้าอย่างนึงคือบนหาดมีปลาปักเป้าตัวน้อยนอนตายกันอยู่เต็มเลยไม่รู้ทำไม น้ำเป็นพิษหรืออะไรกันนะ จะมีแบบนี้หลายจุดมากเลย ใครมีความรู้มาคลายความสงสัยหน่อยครับ
ประภาคาร Al-Ayjah Lighthouse ที่เห็นจากตรงหาดก็สามารถขับรถไปเที่ยวได้เหมือนกัน ที่แถวนี้มีชาวบ้านเยอะกว่าเดิมอีก ตอนเย็นๆเค้าก็พากันเดินออกมานั่งเล่นตากลมหลังจากแดดหายร้อนกัน เด็กน้อยวิ่งเล่นเยอะมาก มาอยู่ตรงนี้รอดูพระอาทิตย์ตกกัน
หลังจากพระอาทิตย์ตกแล้วยังมีเวลาให้ถ่ายรูปอยู่เลย มุมนี้เห็นตอนที่ขับรถไปที่ประภาคารเลยมาโดนซะหน่อย อันนี้อยู่บนสะพาน Al Ayjah bridge จอดรถตรงตีนสะพานแล้วเดินขึ้นมาได้เลยครับ ด้านล่างสะพานคือเรือไม้ Dhaw ที่เมืองนี้มีชื่อเสียงด้านการผลิตนี่เอง หอคอยทรงกระบอกที่ทำหน้าเหวออ้าปากค้างอยู่คือหอคอยสำหรับป้องกันปากน้ำในสมัยก่อนตั้งอยู่ตามยอดเขาแบบนี้ครับ

ถ้าขับรถไปจอดที่ Al Ayjah Plaza Hotel อีกก็จะสามารถเดินขึ้นยอดเขาเตี้ยไปดูแสงอาทิตย์แสงสุดท้ายทันอีกด้วย เมืองนี้ให้บรรยากาศที่เงียบสงบมีน้ำล้อมรอบ ถ้ามีโอกาสก็ควรจะมาอยู่เพิ่มอีกเหมือนกัน
ใกล้ๆเมือง Sur ยังมีที่เที่ยวอีกเยอะเลยไม่ว่าจะเป็นโรงงานต่อเรือ พิพิธภัณฑ์การเดินเรือ แล้วก็ถ้ามาถูกฤดูจะมีหาดใกล้ๆที่เต่ามาวางไข่กันด้วย อันนี้เค้ามีหน่วยงานและโรงแรม (Ras Al Jinz Turtle Reserve) ที่จัดการพาคนไปดูแบบไม่เดือดร้อนเต่าด้วย ถ้ามีโอกาสไปเที่ยวเอามาเล่าให้ฟังบ้างนะครับ คืนนี้ก็ไปหาข้าวกิน มีแต่อาหารอินเดียอีกเช่นเคย บอกเลยจะไม่กินอาหารอินเดียอีกสองปีหลังจากนี้
วันที่ 6 Wadi Bani Khalid และ Desert Nights Camp
วันนี้แหละครับที่ผมรอมานานและให้เป็นไฮไลท์ไคลแม็กซ์ของทริปนี้เลย คือเคยไปเที่ยวทะเลทรายที่แคลิฟอร์เนียมาแล้วแต่ว่ามันไม่ฟินเลยเพราะฝรั่งชอบเดินเหยียบทรายไปทั่วจนเป็นรอยเท้าเยอะแยะถ่ายภาพมาแล้วไม่สวยเลย มางวดนี้เลยกะว่ามาถึงถิ่นทะเลทรายแล้วมันต้องได้รูปสวยๆบ้างละวะ
แต่ก่อนอื่นเราออกจาก Sur แต่เช้าเพราะว่าจะได้มีเวลาเที่ยวเยอะๆ ที่แรกคือขับรถไปที่ Wadi Bani Khalid ก่อนเลย ทางไปก็จะเป็นทางด่วนมาก่อนยาวๆซึ่งตรงนี้ถ้ามองไปทางซ้ายก็จะเริ่มเห็นแนวเนินทรายหรือ sand dunes ที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาแล้วแบบโคตรตื่นเต้นแต่ต้องเก็บไว้ก่อนเพราะเดี๋ยวไปเที่ยวใน Wadi แล้วไม่สนุก พอออกจากทางด่วนก็จะเริ่มเป็นทางขึ้นเขาแต่ว่าที่ขึ้นเขาขับไม่ยากเลยครับถนนดีมากตลอดทาง ข้างทางมีภูเขาหินหน้าตาประหลาดเยอะแยะแต่ดูแล้วแบบมันแห้งแล้งมากกก
ขับขึ้นเขาตามป้ายมาเรื่อยๆก็จะเจอเมืองที่แวะกินข้าวเช้าได้ ตอนเช้าเค้าจะไม่ค่อยมีอะไรขายต้องจัดแกงกระหรี่กันแต่เช้า ลื่นคอไหมล่ะ พอกินเสร็จก็ไปหาที่เที่ยวเลย ที่แถวนี้ Google Maps เค้าจะงงๆหน่อย ขับเข้าไปแล้วชาวบ้านเค้าก็บอกว่ามาตรงนี้ทำไมครับ พอบอกจะไปเที่ยวที่ Wadi Bani Khalid เค้าก็บอกว่าน้องมาผิดที่แล้ว ทีนี้เลยเลิกดู Google แล้วดูป้ายแทนก็งงอยู่ดี แต่แวะถามรายทางไปเรื่อยก็ถึงจนได้นะ ทีนี้ตามทางก็มีที่สวยๆเยอะอยู่เอามาแบ่งให้เผื่อใครจะไปตามรอย
https://goo.gl/maps/f1QYHAZWKBhVefVE9 ตรงนี้เป็นโรงแรมร้างแต่ว่าวิวสวยมากเป็นสวนปาล์มอินทผาลัมปลูกไว้เป็นตับๆแล้วด้านหลังเป็นภูเขาแหลมสูง คือเห็นภาพนี้แล้วมันแบบว่าอันนี้เราอยู่ที่ทะเลทรายจริงเหรอทำไมต้นไม้มันเยอะขนาดนี้ Wadi Bani Khalid มีตาน้ำธรรมชาติที่ไหลออกมาทำให้มีน้ำใช้ปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ได้ตลอด เป็นสถานที่แห่งชีวิตของคนแถวนี้จริงๆ
https://goo.gl/maps/f8e3R6sDJtA61mPs9 ตรงนี้เป็นที่จอดรถข้างทาง จอดแล้วเดินย้อนไปข้างหลังจะมีหุบเขาที่ลำธารไหลผ่านมีภูเขาเป็นแบ็คดรอปสวยมากอีกแล้ว มีพุ่มหญ้าสวยงามกับน้ำใสมาก
ตลอดทางที่เดินเล่นก็จะเห็นขอบที่เค้าก่อขึ้นมาด้วยหินหรือปูนที่ไว้ใช้ลำเลียงน้ำจากตาน้ำไปที่สวนของชาวบ้านแถวนี้ คนแถวนี้บอกว่าของแบบนี้มีมาหลายร้อยปีแล้ว

น้ำใสดูแล้วสบายตาแล้วยังมีปลาน้อยใหญ่ว่ายอยู่ด้วย
https://goo.gl/maps/7erQjFVCh7oqcx4o7 หลังจากแวะไปแวะมาก็มาถึงจุดที่เที่ยวหลักที่ขับรถต่อมาจากที่จอดเมื่อกี้ไม่ไกล ขับไปถึงตรงนี้จะเป็นที่จอดรถไม่เสียเงินมีห้องน้ำเคลื่อนที่เสียเงินนิดหน่อย ทางเดินจะผ่านสวนปาล์มอินทผาลัมของชาวสวนแถวนี้เข้าไป ตามทางก็มีคูน้ำใสที่เห็นมาตลอดทาง
เดินมาซักพักก็จะเริ่มเห็นสระน้ำใหญ่ๆเลย น้ำสีเขียวมรกต ยิ่งตรงไหนที่น้ำลึกสีเขียวยิ่งเข้มกว่าเดิม
สีเข้มๆที่เห็นนี่ผมก็ปรับภาพแค่เท่าที่ทำให้เหมือนตาเปล่าเห็นเองนะ เพราะภาพจากกล้องเดิมๆเค้าจะทำให้สีจืดๆไว้เผื่อให้เรามา post-process ใครไปแล้วไม่เห็นสีแบบนี้มาฟ้องได้เลย ที่แถวนี้มีร้านน้ำร้านขนมให้นั่งพักผ่อนได้ จะมีคนโอมานพื้นที่เค้ามานั่งเล่นกันแล้วก็ชวนนักท่องเที่ยวคุยพร้อมเล่าเรื่องสถานที่นิดหน่อย คุยไปซักพักก็ออกตัวอาสาช่วยพาเดินดู ดีมากๆเลยที่ถามความสมัครใจของเราก่อนจะมั่วนิ่มพาเดินแล้วขอเงิน แต่ก็ปฎิเสธไปเพราะคิดว่าเดินเองก็ได้ป้ายบอกทางชัดเจน
เดินต่อเข้ามาทางโขดหินทางก็จะเริ่มลำบากขึ้นนิดหน่อยแต่ไม่ยากเกินไป ฝรั่งอายุเยอะๆเค้ายังเดินกันปร๋อ น้ำตรงไหนที่โดนแดดสีสวยมากเลยล่ะ


พอเดินไปพักนึงก็จะเจอน้ำตกเล็กๆ ตรงนี้เล่นน้ำได้นะครับ จริงๆแถวนี้ก็เล่นได้หมดแหละ กฎเค้าคือทั้งชายหญิงต้องใส่เสื้อคลุมไหล่กางเกงคลุมเข่า แต่เห็นฝรั่งเค้าก็ใส่ชุดว่ายนำ้ก่อนเลยไม่รู้ว่าเคร่งแค่ไหน แล้วก็ยังมีเด็กพื้นที่กลุ่มนี้ที่เห็นเราถือกล้องก็เรียกว่าน้าถ่ายรูปให้หน่อยดิ แล้วก็โดดน้ำโชว์จากไกลๆ ไม่พอวิ่งมาใกล้ๆขอรูประยะประชิดด้วย พอซักพักทำภาษามือ /\ แบบนี้แล้วชี้เข้าไปในหุบเขาแล้วกวักมือเรียกเหมือนให้ตามไปดู
เราเองก็ไม่ใช่เด็กบ้านๆ รู้แนวว่าพาไปเที่ยวเสร็จพวกเอ็งขอเงินแน่นอน แต่ตอนนี้โตแล้วก็ปล่อยให้เด็กๆเค้าหน่อย น้องๆเค้าก็ทำตัวดีพาไปเดินที่แปลกๆสนุกดีเหมือนกันนะ ตอนแรกก็กะว่ามาตรงนี้จะได้ไม่เปียกแต่ทางที่เดินไปบางทีก็ลุยน้ำถึงหน้าแข้งไรงิ ข้างในสวยบรรยากาศดีมากครับ ยิ่งมาตอนเช้าไม่มีใครอยู่เลยสงบเงียบมีแต่เสียงน้ำไหล
ทางเดินช่วงหลังๆก็ปีนป่ายนิดหน่อยไม่ยากมาก อย่าไปบ้าจี้ตามเด็กๆเค้าก็พอ พวกนี้ปีนก้อนหินกันรวดเร็วยังกับลิง ต้องคอยบอกว่าขอลุงกับป้ายืนหอบแป๊บนึงเน่อ พอเดินมาซักพักมุดรูหินนิดหน่อยก็เจอแล้วปากถ้ำ อีที่ทำภาษามือ /\ นี่คือถ้ำนี่เอง ปากถ้ำมันเล็กมากถึงขนาดว่าต้องหมอบเข้าไป ไอน้องพวกนี้ก็เรียกให้เข้าอยู่ได้ผมกลัวติดออกไม่ได้ เพื่อนที่มาด้วยกันมันใจกล้าเลยเข้าไปกับเด็กๆ 3 - 4 คน เค้าทิ้งท้ายไว้ 2 คอยคุยกับผมกับภรรยา คุยกันก็ไม่รู้เรื่องเน้นภาษามือเป็นหลัก
ตาเพื่อนนี่กลับออกมากันเหงื่อซ่กเลยเพราะอากาศคงน้อยแต่เด็กๆพลังงานมันเยอะจริงๆยังโวยวายเสียงดังอยู่ เรารู้คิวเลยควักเงินให้ 10 OMR หรือประมาณ 900 บาทแล้วให้เค้าไปแบ่งกัน 4 - 5 คน ตอนแรกมี 4 คนแล้วหลังๆเก็บเพิ่มมาเรื่อยๆตามทางอีก 555 พอได้เงินเท่านั้นวิ่งหายลับไปอย่างรวดเร็วปล่อยน้าๆเดินกลับเอง
เดินออกมาก็ร้อนพอดีแวะจุ่มน้ำนิดหน่อยก่อนออกเดินทางไปจุดหมายสุดท้ายของทริปนี้ ที่เที่ยวใน Wadi Bani Khalid ยังมีอีกเยอะเลยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นโอเอซิสจุดอื่นๆหรือภูเขาหินหน้าตาแปลกๆ แต่วันนี้เวลาหมดแล้วเสียดายจัง

ระหว่างขับลงเขามาก็ไปเจอกับมุมนี้เข้าด้วย ดูมันปราศจากชีวิตมากๆเลยนะครับ มีแต่หินและความแห้งแล้ง ถ้าตายแล้วตกนรกภาพที่เห็นต้องเป็นแบบนี้แน่ๆเลย

ต่อไปนี้คือการเตรียมตัวก่อนจะเข้าไปเที่ยวในทะเลทรายกัน ครั้งก่อนไปที่ Dubai นี่มีคนขับพาไปแต่วันนี้จะขับรถเองด้วย บอกตรงๆว่าตื่นเต้นและกลัวเล็กน้อย แบบถ้าล้อติดทรายแล้วใครจะช่วยลากละเนี่ย หรือถ้ามันร้อนมากยางจะแตกมั้ยทุกคน
หลังจากลงเขามาแล้วเราแวะกันที่เมือง Al Wasil ก่อน มาตรงนี้จะหาข้าวกินร้านไหนก็ได้แต่ตอนขับผ่านเห็นร้านนี้ทัวร์ลงเลยตามทัวร์ไปเพื่อความปลอดภัย https://goo.gl/maps/wNbg3z3rv8eJPxB46
กินอิ่มแล้วก็ถึงเวลาไปเที่ยวทะเลทรายแล้ว คนที่ขับรถ 4x4 ไปเองต้องไปปรับลมยางรถก่อนนะครับเพราะว่าความดันลมยางที่ขับบนถนนราดยางกับขับบนทรายจะไม่เหมือนกัน ทำไม่ยากเลยเพราะไม่ต้องทำเอง ผมก็เอารถเข้าปั๊ม Al Maha ที่อยู่ใกล้ๆแล้วบอกคนงานปะยางว่าผมจะเข้าไปใน sand dunes พี่ช่วยปล่อยลมหรือ depressurize ให้หน่อยครับ เค้าก็ทำให้เลย ถามเท่าไหร่เค้าบอกตามกำลังศรัทธาเลยให้ไป 1 OMR ประมาณ 90 บาท หรือจะไปที่หน้าทางเข้าเลยก็ได้มีร้านเหมือนกันแต่เค้าเก็บ 2 OMR
ที่พักเราคืนนี้คือ Desert Nights Camp ที่อยู่ระหว่างเนินทรายลูกใหญ่เลย เป็นรีสอร์ทหรูหราที่ตัดใจจองไปซะเพราะไหนๆก็ขับรถมาไกลขนาดนี้แค่คืนเดียวเดี๋ยวไปทำงานหาเงินใหม่ ดีมากจริงๆครับบริการประทับใจมากที่พักสะดวกสบายอาหารอร่อย อันนี้ไม่ได้ค่าโฆษณาใด ใครไปแนะนำจริงๆ https://www.omanhotels.com/desertnightscamp/
ค่าใช้จ่ายคืนนี้คือ 16,000 นิดๆแต่ว่าราคานี้รวมสิ่งเหล่านี้ด้วย
ห้องสำหรับ 2 คน จ่ายเพิ่มบวกเตียงเสริมได้
อาหารเย็นพร้อมแสดงดนตรีพื้นบ้าน และอาหารเช้า
รถพาขับขึ้นเนินไปดูพระอาทิตย์ตกพร้อมเครื่องดื่มและขนม
ขี่อูฐตอนเช้าเดินหน้าแคมป์นิดหน่อยให้ถ่ายภาพ
*** สิ่งที่แนะนำว่าควรทำแต่ไม่ได้รวมในแพ็กเกจคือขี่รถ ATV เค้ามีไกด์นำไปขับบนเนินทรายเป็นเวลา 30 นาที สวยมากเลยครับแล้วลุง Ahmed ที่เป็นไกด์เค้าก็พาขี่รถผาดโผนสนุกมาก
เอาล่ะการจะไปที่พักต้องออกจากถนนราดยางตรงจุดนี้ https://goo.gl/maps/kMJ4NjpG9qK3gnCq6 ขับมาก็จะเห็นป้ายที่พัก Desert Nights Camp ชัดเจน ขับเข้าไปเลยครับอย่ากลัว ตามทางเค้าจะมีป้ายปักไว้ตลอด ถามว่าทางอยู่ไหนก็ให้คอยตามรอยล้อที่มีอยู่แล้วไว้แต่อย่าหวั่นเพราะมันไม่มีอะไรให้ชนจริงๆ ส่วนเรื่องล้อจมทรายก็ไม่ต้องกลัวเพียงแค่อย่าไปพิเรนทร์ขับขึ้นเนินกันก็พอแล้ว ลงมาถ่ายรูปรถหน่อยเท่จริงๆ

ขับมาซักพักก็จะเห็นแคมป์เราแล้วจอดด้านหน้าได้เลยแล้วพนักงานเค้าจะช่วยขนกระเป๋าเราเข้าห้องจะได้ไม่ต้องไปลากบนทราย ที่แถวนี้ไม่ค่อยมีพื้นแข็งๆเพราะฉะนั้นก็ทำใจเลยว่าทรายเข้ารองเท้าแน่นอน แนะนำว่าให้ใส่เป็นรองเท้าเปิดๆมา จะแบบแตะหรือแบบสานก็ใช้ได้ ตอนเช็คอินพนักงานก็อธิบายว่าแพ็กเกจเรารวมไรบ้างแล้วก็มีอะไรบ้างที่จ่ายเพิ่มได้ มีสปาด้วยนะอยู่ในทะเลทรายแบบนี้ สำหรับกิจกรรมที่รวมในค่าห้องเค้าก็มีเวลาตั้งไว้ด้วย
รถพาไปดูพระอาทิตย์ตกบนสันทรายตอน 4.30 PM
ขี่อูฐ 8.00 AM ของวันถัดไป
เช็คเอาท์ 11.00 AM
พอเก็บของในห้องแล้วเดินสำรวจที่พักนิดหน่อย บริเวณที่พักสวยมากเลยนะครับภาพแบบนี้ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย ประทับใจมากๆ

พอดีตอนนั่งกินข้าวกดดูใน Google Maps ไปเรื่อยเลยเห็นเข้าว่าแคมป์ข้างๆกันนี่เค้ามีเลี้ยงกวาง Oryx ด้วยล่ะ อยากจะเข้าไปดูเลยถามพี่พนักงานที่เราว่าเค้าเก็บตังค์ค่าเข้ามั้ย เค้าก็บอกว่าพี่ก็เดินเข้าไปเหมือนเป็นลูกค้าเค้านั่นแหละเค้าไม่ว่าหรอก ทีนี้เลยขับรถอ้อมไปข้างหลังแคมป์เราแล้วจอดเดินเข้าไปดูเลย ตัวนี้ไม่เคยเห็นมาก่อนเลยนะเนี่ย
คอกเค้าก็เล็กๆนะครับ เวลายังเหลือก่อนพระอาทิตย์ตกเลยขับรถเล่นหน้าแคมป์ ขับรถเล่นตรงนี้สนุกดีครับเพราะว่าพวงมาลัยหมุนไปทางรถไปอีกทางแถมขับเร็วไม่ต้องกลัวชนด้วย ตามทางรถมีอะไรให้ดูเยอะเหมือนกันนะ ไม่ว่าจะเป็นอูฐ แพะ ต้นไม้ ทุกอย่างดูสวยขึ้น 300% เมื่ออยู่คู่กับเนินทราย
พอสี่โมงกว่าๆคนก็เริ่มมารอไปดูพระอาทิตย์ตกกัน เค้ามีรถอยู่คันเดียวแต่รอไม่นาน ลุง Ahmed คนขับก็ใจดีมากบอกไปเป็นคนไทยเค้าก็แต่งเพลงให้บอกคนไทยทั้งสวยและหล่อ 555

พอขึ้นมาถึงแล้วก็ได้แต่อ้าปากค้างทรายปลิวเข้าปากเป็นกิโล มันจะสวยอะไรเบอร์นี้ สวยผิดมนุษย์มนา ด้วยความที่ขึ้นมาเป็นกลุ่มแรกๆรอยเท้านี่แทบไม่มีให้เห็นเลย ไม่ว่าจะลมแรงที่ทำให้ทรายที่ปลิวๆเป็นริ้วๆสายๆ หรือจะลวดลายระรอกคลื่นที่เกิดจากแสงและเงาของพระอาทิตย์ใกล้ขอบฟ้า โอ้โหแค่นี้ก็คุ้มค่าที่จ่ายเงินไปทั้งหมดแล้ว
นอกจากนี้แล้วที่พักเค้าก็จัดโต๊ะชาขนมเครื่องดื่มไว้ให้ด้วย ฟรีหมดยกเว้นแอลกอฮอลล์

จากตรงนี้ไปก็ถ่ายรูปกันรัวๆแบบลืมเรื่องทรายเข้าตูดไปเลย ไม่ว่าจะนั่งจะนอนก็ทำมาแล้วเพื่อให้ได้ภาพสวยๆ ทีนี้คนเค้าก็ชอบเดินไปนู่นไปนี่กันนะครับ (เพื่อนผมเอง) ต้องทำใจ เอามาเทียบสเกลความใหญ่โตของสถานที่เลยละกัน
มองไปทางทิศที่พระอาทิตย์ตกก็จะเห็นแสงสองโดนทรายที่ปลิวว่อนจากลมที่พัดแรงเหมือนอย่างกับมีควันหมอกในภาพเลย แล้วด้วยความที่ไม่เคยเห็นคลื่นทรายที่มันเนียนกริ๊บแบบนี้มาก่อนเลยทำให้มีภาพที่เน้นไปตรงระรอกคลื่นอย่างเยอะ
ลมแรงมากจริงๆทำให้ทรายปลิวว่อนไปในอากาศเข้าหูเข้าจมูกก็มีนะครับ เสื้อผ้าก็ควรเอามาให้พร้อมไม่ว่าจะเป็นเสื้อกันลมหรือผ้าพันคอเอามาปิดหน้าปิดตา ลมแรงแค่ไหนดูได้จากตรงสันทราย
ขอหลุดคอนเซปต์ No People Travel Photo เพราะท่าเดินเค้าได้จริงๆ มีรูปภรรยาเหมือนกันนะ นี่ขนาดถ่ายภาพคนไม่ค่อยเก่งมาเจอตรงนี้ยังได้รูปเลยนะเนี่ย
และก็เป็นช่วงที่พระอาทิตย์จะลับแล้ว ถ่ายมาแบบย้อนแส่งก็สวยเว่อวังเหมือนกันนะมีแสงขลิบที่บนสันทรายระเรื่อๆ
ถ่ายภาพมันมากจริงๆ ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็สวยไปหมดเหมือนตายแล้วไปเกิดใหม่ในสวรรค์คนชอบถ่ายรูป พระอาทิตย์ตกแล้วจะเลือกนั่งรถกลับหรือจะกลิ้งลงไปก็ได้ ขาเดินลงไม่เหนื่อยเลยครับเพราะไม่ต้องเดินต้านแรงโน้มถ่วง ส่วนข้าวเย็นนั้นเป็นแบบบุฟเฟ่ต์มีอาหารอาหรับอินเดียกับอาหารตะวันตกให้ด้วย ดนตรีประกอบก็สนุกดีได้บรรยากาศเหมือนในหนังฮอลลีวูด
กลางค่ำกลางคืนถ้านอนไม่หลับก็ยังออกไปดูดาวได้ด้วยนะ ด้วยความที่ตรงนี้มืดและไม่ค่อยมีแสงไฟมองเห็นดาวได้ชัดเลย เสียดายที่ช่วงนี้ไม่มีทางช้างเผือกไม่งั้นได้รูปสวยๆเพิ่มอีกนะเนี่ย
วันที่ 7 วันนี้ต้องกลับบ้านแล้วหรือนี่
ทีนี้เช้าถัดมาเค้าก็มีอาหารเช้าให้นะครับ เมนูก็ไม่มีอะไรมากขนมปังไข่ไส้กรอกกับอาหารเช้าแบบอาหรับนิดหน่อย เช้านี้ก็มีกิจกรรมอีกคือไปขี่อูฐ ขี่อูฐแบบฟรีนี้ก็จะเดินไปมานิดเดียวถ้าจะขี่ไปเยอะๆอันนี้น่าจะต้องจ่ายเพิ่ม แต่ไม่เป็นไรเราทำเป็นพิธี อูฐของจริงนี่ตัวใหญ่โคตรแถมตอนนั่งนี่มันสูงกว่าที่คิดไว้เยอะ หวาดเสียวเลย ภาพนี้ก็เป็นภาพสุดท้ายแล้วของทริปนี้เพราะหลังจากนี้คือการขับรถกลับสนามบิน Muscat สองชั่วโมงนิดๆ

ท้ายสุดขอลองภาพเนินทรายแบบขาวดำดูบ้างโหก็สวยไม่เบา เอามาปิดท้ายโพสนี้เลยแล้วกัน
ประทับใจมากๆเลยกับการมาโอมานทั้งธรรมชาติที่สวยงามและผู้คนที่อัธยาศัยและน้ำใจดี อาหารก็อร่อยถ้าไม่ติดว่าต้องกินเหมือนเดิมทุกวัน ใครที่ผ่าน Dubai ต่อเครื่องบ่อยแนะนำให้ลองดูซักครั้งนะครับ
โพสนี้จบลงอีกแล้ว เวลาที่มีความสุขผ่านไปรวดเร็วจริงๆ ฝากติดตามโพสต่อๆไปด้วยการกดไลค์เพจด้วยนะครับ ขอบคุณครับ
Comments