
เดือนที่เดินทาง - กุมภาพันธ์ 2025
Salam alaykum Morocco สวัสดีครับเพื่อนๆนักอ่าน มาเที่ยวนี้ผมพาไปเที่ยวประเทศที่ทุกคนอาจจะไม่ได้นึกถึงบ่อยๆ โมร็อกโกเป็นหนึ่งในประเทศในแอฟริกาเหนือที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมด้วยความที่มีพรมแดนติดกับหลายวัฒนธรรมของโลกอย่างยุโรป อาหรับ แอฟริกา และยังมีสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์เก่าแก่กระจายไปทั่วประเทศ
ตอนนี้เป็นตอนแรกของทริป 15 วัน 14 คืน และจะครอบคลุมสถานที่เหล่านี้
Casablanca คาซาบลังกา เมืองสีขาว ขนาดใหญ่ที่สุดของโมร็อกโกติดมหาสมุทรแอทแลนติก
Rabat ราบัต เมืองหลวงและใหญ่อันดับ 2 ของประเทศ อยู่ติดมหาสมุทรแอทแลนติก
Chefchaouen เชฟชาอูน เมืองสีฟ้าตั้งอยู่ในเทือกเขาริฟทางตะวันตกเฉียงเหนือ
Fes เฟส เมืองเก่าตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 8 พาให้ย้อนไปยุคกลาง และมี medina ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ส่วนตอนที่ 2 จะไปต่อกันที่เหล่านี้ หากอ่านตอนนี้จบแล้วไปอ่านต่อได้ที่นี่เลยนะครับ LINK
Merzouga เมอร์ซูก้า หมู่บ้านสุดท้ายฝั่งตะวันออกติดชายแดนอัลจีเรีย ประตูสู่ซาฮาร่า
Ouarzazate วาร์ซาเซต เมืองฮอลลีวู้ดแห่งแอฟริกา เพียบพร้อมด้วยปราสาทดิน
Marrakech มาร์ราเกช เมืองสีแซลมอนศูนย์กลางการท่องเที่ยวโมร็อกโก
Essaouira เอสเซาอิรา เมืองชายฝั่งบรรยากาศเงียบสงบ คูลดาวน์ก่อนกลับบ้าน

ผมอยากมากๆที่จะเล่าให้เห็นทุกมุมมองของการไปเที่ยวโมร็อกโก เป็นประเทศที่เต็มไปด้วยสิ่งสวยงามแต่ก็เป็นประเทศที่อาจจะไม่เหมาะกับทุกคน ก่อนจะเดินทางไปก็ได้เห็นข้อมูลในอินเตอร์เน็ตมาบ้างแต่พอไปจริงแล้วมันก็ยังไม่ชิน แต่ความสวยงามของโมร็อกโกก็ทำให้คิดว่าเราจะอดทนกับมัน ทีนี้ความอดทนของแต่ละคนไม่เท่ากัน หวังว่าโพสนี้จะทำให้ทุกคนได้เตรียมตัวเตรียมใจด้วย
การทำวีซ่าและการเตรียมตัว
สามารถทำวีซ่าออนไลน์ได้เลยและใช้เวลาไม่ถึง 1 อาทิตย์ก็จะได้คอนเฟิร์มกลับมา ค่าธรรมเนียม 770 dirham ประมาณ 2,600 บาท ทำได้ที่ลิงค์นี้เลย https://www.acces-maroc.ma/
เงินสดควรมีแลกไว้ให้พร้อมเพราะสถานประกอบการส่วนใหญ่จะรับแต่เงินสด การแลกเงินก็คือต้องแลกเงินยูโรไปก่อนแล้วค่อยไปแลกเป็นเงิน Moroccan Dirham ในประเทศ แนะนำให้แลกในเมืองเพราะสนามบินเรทแพงมาก
การเดินทางในโมร็อกโก
คนส่วนใหญ่จะไปเที่ยวโมร็อกโกด้วยการจ้างรถพร้อมคนขับหรือไปเที่ยวกับบริษัทนำเที่ยวด้วยหลายเหตุผล เช่นกลัวการขับรถไม่ปลอดภัย กลัวโดนหลอก ไม่อยากลำบาก อะไรก็ว่าไป แต่ด้วยความที่เป็นแบบเราๆ อยากลองไปขับรถในที่ที่เค้าว่ายากมันจะยากซักแค่ไหน
รถที่เช่าเป็นแบบ SUV ราคาเช่ารถถือว่าถูกมาก เช่าสองอาทิตย์ที่ราคา 25,000 บาท ชัดมากถ้าเทียบกับเช่าที่ยุโรปแปดเก้าหมื่น

รถขับพวงมาลัยซ้าย ถนนส่วนใหญ่แล้วคุณภาพดีแต่นานๆจะเจอถนนพังๆบ้างแต่ส่วนใหญ่ไปเจอเพราะเชื่อ Google Maps ที่หาทำแบบอยู่ดีไม่ว่าดี
กฎจราจรที่นี่บังคับใช้แบบสับสนเล็กน้อย
ถนนระหว่างเมืองที่ตรงๆยาวๆโล่งๆจะให้ขับที่ความเร็วต่ำมาก ต้องคอยดูป้ายความเร็วอยู่ตลอดและห้ามเผลอเหยียบเพลินแบบไปเที่ยวที่อื่น
ถึงแม้ถนน National Road จะขับเร็วสุดได้ที่ 100 ก.ม./ชั่วโมง ป้ายจำกัดความเร็วเปลี่ยนบ่อยมากและมีโซนที่ต้องขับ 60 ก.ม./ชั่วโมงบนทางตรงยาวๆเยอะมากจนหัวร้อนบ่อยครั้ง แนะนำวิธีเอาตัวรอดจากตำรวจจราจรด้วยการขับตามรถคนพื้นที่ บางทีเขาจะขับเร็วกว่าความเร็วจำกัดในโซนที่เค้ารู้ว่าไม่มีกล้องไม่มีตำรวจหลังพุ่มไม้
อีกวิธีคือเปิด Google Maps ไว้ตลอดเพราะบนแอพจะมีเตือนว่าตรงไหนมีกล้องจับความเร็ว การปรับเงินเค้าจะมีตำรวจตั้งด่านหลังจากเราผ่านกล้องจับความเร็วแล้วจะเก็บเงินค่าปรับตรงนั้นเลย ทั้งทริปผมโดนไปสี่ใบ ผิดหนึ่งครั้ง 150 dirham (ออกเสียงว่าเดียรั่ม) หรือประมาณ 500 บาท
ส่วนกฎจราจรในเมืองนั้นไม่รู้มีมั้ยเพราะดูคนแหกกฎกันเป็นส่วนใหญ่ มีจุดเดียวที่อยากแนะนำคือเวลาจะเลี้ยวตรงสี่แยกเค้าจะไม่มีไฟเขียวสำหรับเลี้ยวเพราะงั้นคนจะไปจ่อรอเลี้ยวกลางแยกแล้วก็แย่งเสียบแข่งกับคนมาทางตรง
การจอดรถในเมืองไม่แนะนำให้จอดมั่วซั่วเอาเอง แต่เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาใหญ่เพราะจะมีมาเฟียเจ้าถิ่นเฝ้าริมฟุตบาทแทบทุกที่เพื่อเก็บค่าจอดแลกกับการเดินเฝ้ารถ ตรงนี้ส่วนใหญ่ผมจะให้เหมือนทิป 5 - 15 dirham แล้วแต่สถานการณ์ ส่วนใหญ่ก็จะถามก่อนเลยว่าเก็บเงินเท่าไหร่เพราะคนโมร็อกโกไม่ชอบตกลงราคาก่อนแล้วสร้างความลำบากใจทีหลัง
ค่าใช้จ่าย และสิ่งควรระวัง
ค่าอาหาร เฉลี่ยๆค่าข้าวมื้อละประมาณ 100 - 150 dirham ต่อคน ถ้าพร้อมจะกินแบบโลค่อลมากๆก็จะได้ราคาครึ่งนึงเลยแต่จะหายากตามที่เที่ยว ถ้าอยากกินดีๆก็อาจจะไปถึง 300 dirham
ซื้อของฝากของที่ระลึก อันนี้อยู่ที่ความสามารถในการต่อเลยเพราะว่าคนโมร็อกโกชอบไม่คุยราคากันตรงๆซึ่งตรงนี้ทำให้ผมเบื่อมากเหมือนกับว่าจะได้ของถูกของแพงต้องไปต่อสู้กับพ่อค้าทุกร้าน แต่บางคนก็อาจจะชอบสิ่งนี้ก็น่าจะสนุกกับโมร็อกโกมาก ส่วนผมถ้าราคาของเล็กๆน้อยๆอย่างผ้าพันคออะไรก็จะยอมจ่ายที่ 100 - 200 dirham ถ้าของใหญ่กว่านี้ก็อาจจะกะราคายากหน่อยแต่คำแนะนำในอินเตอร์เน็ตบอกว่าร้านบอกอะไรมาให้ต่อไปครึ่งราคา
ซื้อของแบบโดนกดดันแกมบังคับ ตามสถานที่ต่างๆที่ทำเหมือนว่าเข้าไปดูได้ฟรี เช่นคนทำงานฝีมือ ก่อนเข้าไปแนะนำว่าเป็นอะไรที่อยากซื้อด้วย เพราะว่าถ้าไม่ซื้อจะโดนเซ้าซี้ไม่หยุด เป็นอีกสิ่งที่ทำให้รู้สึกอึดอัดเสียบรรยากาศมากๆ แต่ของบางอย่างพอมานั่งคิดแล้วก็รู้สึกว่าไม่ได้แพงมากและเป็นของที่สวยดี แต่อารมณ์ตอนนั้นมันแย่สุดๆเลย
ค่าโดนคนในตลาดในเมืองเก่าหลอก จะมีพวกมิจท้องถิ่นที่คอยหากินกับนักท่องเที่ยวโดยการเดินมาทำเป็นคุยเป็นคนมีอัธยาศัยดีแล้วด้วยความที่เมืองมันเดินหลงได้ง่ายพวกนี้ก็จะพยายามบอกว่าจะนำทางให้ แล้วพอเสร็จมันก็จะไถตังค์ สิ่งนี้ทำให้วันหลังๆเวลามีคนเรียกเราก็จะทำเหมือนไม่ได้ยินไปเลย
ค่าจอดรถทั้งแบบริมถนนและแบบในที่จอด ส่วนใหญ่จะจ่ายไป 5 - 10 dirham ยกเว้นจอดข้ามคืนก็จะตกลงกัน ส่วนใหญ่ราคาสมเหตุสมผล แค่บางที่มันดูแบบน่าจะจอดฟรีแต่ก็มีคนมาเก็บเงินอยู่ดี หากินกันง่าย
ค่าปรับขับรถเกินจำกัดความเร็ว ครั้งละ 150 dirham โดนบ่อยจ่ายมาก 555 มีครั้งหนึ่งเจอตำรวจขอแบบใต้โต๊ะ อยากได้ใบเสร็จมันก็ไม่ให้แล้วบอกว่าไม่เอาใบเสร็จลดให้เหลือ 100 เดียว เราก็ไม่อยากเป็นเรื่องด้วยสิ
การถ่ายรูปต้องระวังว่ามีคนโมร็อกโกอยู่ในเฟรมมั้ยเพราะส่วนใหญ่ไม่ชอบมีหน้าตัวเองในรูปถึงแม้เราไม่ได้เจาะจงถ่ายรูปเค้าแต่แค่จะถ่ายวิวรวมๆก็ตาม ถือว่าเคร่งเครียดเป็นพิเศษ แต่ก็ถือเป็นเรื่องปกติในประเทศอิสลามแถวตะวันออกกลาง ไม่คิดว่าที่นี่ก็เป็นด้วย วิธีปฏิบัติคือถ้ามีคนพื้นเมืองอยู่ในเฟรมให้เอากล้องลงมาก่อนแต่ทำท่าเหมือนรอเค้าออกไปแล้วจะถ่ายรูป เค้าจะรู้ได้แล้วเดินออกไปจากรูปเราเอง ควรระวังเพราะบางคนไม่พอใจถึงขั้นเข้ามาต่อว่ากันเลย บางคนเค้าก็แก้ปัญหาด้วยการเอาผ้ามาบังหน้าเค้าไว้ ใช้ชีวิตในสถานที่ท่องเที่ยวก็คงต้องหาทางแก้กันไป เราก็มีพลาดบ้างเพราะคนมันเยอะ เพราะสิ่งนี้ทำให้บางทีพลาดช็อตเด็ดไปเยอะเลย
Casablanca คาซาบลังกา 3 วัน 2 คืน
เดินทางมาทั้งหมดเป็นเวลา 22 ชั่วโมงรวมเวลาต่อเครื่องด้วย เหนื่อยมาก มาถึงสนามบินที่นี่การจัดการนับว่าเละเทะพอสมควร 555 กว่าจะออกมาได้ใช้เวลาไป 3 ชั่วโมง!

ได้รถแล้วก็เข้าโรงแรมก่อนเลย โรงแรมที่ Casablanca มีหลายแบบให้เลือกมากด้วยความเป็นเมืองใหญ่ มีรถสาธารณะเป็นรถเมล์และรถ tram เหมือนในยุโรป แต่เราก็ขับรถไปไหนมาไหนเพราะสะดวกกว่ามาก เรามาอยู่ที่คาซาบลังกากัน 2 คืนแบบจะได้ปรับเวลาให้หาย jetlag
เมืองนี้บอกตรงๆมันไม่ค่อยมีอะไรทำเท่าไหร่ มีก็แต่แลนด์มาร์คยักษ์ใหญ่อย่าง Hassan II Mosque เป็นมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของแอฟริกา สร้างเสร็จในปีค.ศ. 1993 มากับดวงมากๆดูฟ้าระเบิดพระอาทิตย์ตกสวยงาม สามารถจอดรถได้ที่นี่เลยไม่ต้องเดิน https://maps.app.goo.gl/Kr449uupheg4tZEm6
บรรยากาศริมทะเลของที่นี่มันแปลกมากเลยล่ะเพราะมันมีความชื้นในอากาศเยอะมาก ดูแล้วเหมือนเป็นเพราะคลื่นที่ซัดเข้าฝั่งมันแรงมากจนทำให้ละอองน้ำกระจายไปในอากาศเยอะมาก มองไปที่พระอาทิตย์ตกแล้วแสงมันฟุ้งมันดูเพ้อๆความฝันๆ 555
คืนแรกจบลงที่กินข้าวในห้างแล้วกลับไปนอนหลับๆตื่นๆ จนเลิกนอนแล้วออกไปถ่ายรูปดีกว่า เช้านี้ถ่ายรูปมัสยิดอีกแล้ว ได้มาดูมัสยิดนี้หลายมุมมาก และเช้านี้ฟ้าก็สวยอีกแล้ว ถ่ายรูปนี้ที่นี่ https://maps.app.goo.gl/QGs7YP1QD2nG3vE59 การจอดรถก็หาที่แปะในซอยข้างหน้าได้เลย ตอนเช้าตำรวจยังไม่ตื่นมาแจกใบสั่ง
พอเวลาล่วงเลยเราก็ไปเที่ยวด้านในมัสยิด Hassan II Mosque กัน เวลาทำการคือ 9 โมงเช้าถึง 3 โมงเย็น ไปเช้าๆก็กะว่าคนจะได้ไม่เยอะแต่ไหงคนเยอะแต่เช้า สามารถเลื่อนรถไปจอดใกล้ๆได้ ตอนจอดก็ไม่มีใครอยู่เก็บตังค์แต่พอเที่ยวเสร็จเค้าก็มายืนรอเก็บค่าจอดแล้ว
ค่าเข้าคนละ 140 dirham ที่จะรวมไกด์คอยเล่าเรื่องด้วยแต่เราก็เดินเรื่อยเปื่อยจนไม่ได้ไปกับทัวร์ซึ่งเค้าก็ไม่ได้ว่าอะไรนะ คือได้ถ่ายรูปรัวเลยแต่ไม่ค่อยรู้เรื่องประวัติศาสตร์ แต่ใครกลัว สมัยนี้มาหาข้อมูลเองได้จากอินเตอร์เน็ต
หลังจาก King Mohammad V ตายไป King Hassan II ผู้สืบทอดก็เชิญช่างฝีมือระดับท๊อปของประเทศมาร่วมกันรังสรรค์สุดยอดสถาปัตยกรรมแห่งนี้ มันสวยเว่อมาก คือเหมือนกับบรีฟเค้าบอกว่าห้ามมีที่ว่างบนพื้นบนกำแพง ทุกที่ต้องมีลวดลายนะเหล่ายอดฝีมือ แล้วมันจะใหญ่ไปไหน หรือจริงๆเป็นมัสยิดสำหรับเหล่าไททั่น ประตูอะไรใหญ่ยักษ์
ช่วงเช้าดีมากคือจะมีแดดส่องเข้ามาตามซุ้มประตูเป็นเส้นสวยงาม มาๆเข้าด้านใน ข้างในก็สวยอลังการเหมือนกันนะ มันให้ความรู้สึกเหมือนโบสถ์ใหญ่ๆในยุโรปเลยด้วยความที่ใช้หินอ่อนตามพื้นตามกำแพง
แต่ก็จะมีหลายที่เลยที่ทำกระเบื้องโมเสกแบบโมร็อกกัน ดูๆไปเหมือนลายผ้าซิ่นมั้ยอ่ะ
นอกจากห้องสวดมนต์ด้านบนแล้วเค้าจะมีชั้นใต้ดินที่เป็นสิ่งที่เรียกว่า Hammam หรือมันก็คือห้องสปาสไตล์ประเทศอิสลามที่เค้าเปิดให้คนทั่วไปเข้ามารับบริการได้ด้วย คือมันเป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่โคตรๆ แต่จะเล่าให้ฟังทีหลังเพราะเราก็ไปมาแต่เป็นที่เมืองอื่น เป็นสปาที่หรูหราดูแพงแต่ราคาจริงๆไม่แพงมากเลย
ไปเที่ยวที่อื่นต่อ อันนี้คือย่านที่ชื่อว่า Ain Diab เค้าว่าเป็นย่านฮิปๆมีคาเฟ่มีอะไรริมมหาสมุทรแอทแลนติก แต่พอมาเห็นแล้วก็ทำให้งงว่าเค้าฮิปกันตรงไหน 555 ถือว่ามากินข้าวกลางวันก็ได้
ขับรถเลยมาหน่อยก็จะเจอกับ Sidi Abderrahman Mausoleum คำว่า mausoleum แปลว่าที่ตรงนั้นเป็นที่ฝังศพของบุคคลเอาไว้และสร้างเป็นอนุสรณ์ไว้ให้คนสักการะ พื้นที่ตรงนี้เค้าพึ่งปิดซ่อมแล้วเปิดใหม่ คือก่อนหน้านี้รอบๆศาลเนี่ยจะมีสลัมที่คนมาสร้างกำแพงเป็นบ้านงอกออกมาจากกำแพงศาลแบบผิดกฎหมาย แต่รัฐบาลเค้าก็สั่งรื้อออกไปแล้ว ตอนนี้เลยดูโล้นๆแบบนี้เลย แต่คนเค้าก็ชอบมานั่งดูทะเลดูคลื่นกระทบฝั่งกัน
ใกล้ๆตรงนี้มีห้าง Morocco Mall ถ้าใครลืมเอาแปรงสีฟันยาสีฟันมาแวะซื้อได้ ห้างค่อนข้างกร่อย แต่มีตู้ปลายักษ์ใหญ่อยู่กลางห้างด้วย เพราะตรงนี้คือ aquarium

พอเริ่มบ่ายมันง่วงมากอ่ะ เลยต้องกลับโรงแรมไปนอนงีบ แก่แล้วสู้ jetlag ไม่ไหว ตื่นขึ้นมาแล้วไปเดินเล่นดูบ้านดูเมืองกันต่อ ดูซิคนคาซาบลังกาเค้าทำอะไรกัน มาจอดรถไว้ใกล้ๆกับ Mohammed V Square คลินิกปรับรูปหน้ายอดนิยม ผ่าม! ตรงนี้คือจตุรัสที่ถูกสร้างขึ้นในปี 1916 และรายล้อมด้วยอาคารสไตล์อาณานิคมฝรั่งเศสและตรงกลางมีน้ำพุที่ถูกปกคลุมด้วยนกพิราบเป็นร้อยตัว เยอะมากแบบเดินไม่สงบกลัวนกอึใส่
ระหว่างเดินก็จะมีคนโมร็อกโกเนี่ยทักไปเรื่อย แล้วทักเราหนีห่าว อันยองฮาเซโย พอไม่หันก็เริ่มมาคอนนิจิวะ เอาให้ครบ พอมีคนมาทักเราว่าเป็นคนเกาหลีเผลอหลุดขำลั่นไปด้วยเพราะนานๆทีจะมีมา ปกติได้ยินแต่หนีห่าวอย่างเดียว
คนเดินกันเยอะมากและที่ช็อกสุดๆคือเห็นเด็กตัวเล็กๆเล่นโรลเลอร์เบลดแล้วมันเกาะประตูรถแท็กซี่ที่วิ่งบนถนนแล้วไหลไปด้วยกัน เหวอมากอีพ่ออีแม่ไปไหนปล่อยลูกเล่นอันตรายมาก
พอผ่านมาจากตรงจตุรัสเรามุ่งหน้าไปดู Sacred Heart Cathedral เป็นโบสถ์คาทอลิกสร้างในปี 1930 แต่ตอนนี้มีแต่โครงสร้างภายนอกและด้านในว่างเปล่า คาดว่าคงไม่ได้ใช้แล้วหรือไม่ก็กำลังปรับปรุง ด้านในเห็นกระจกสีสวยระยิบระยับดี
ใกล้ๆกันมีสวน Arab League Park เป็นสวนเล็กๆกลางเมืองบรรยากาศสบายๆให้คนมานั่งพักผ่อนกัน
ก่อนหมดวันแวะไปเที่ยวใน medina ของเมือง Casablanca หาข้าวกินกันหน่อย การมาเที่ยวโมร็อกโกแทบทุกที่ต้องมีการไปเที่ยว medina ที่แปลว่าเมืองเก่าที่ด้านในจะมีทั้งตลาดทั้งมัสยิดทั้งบ้านคนเก่าแก่ ให้นึกภาพคงประมาณบ้านเรือนในชุมชนเก่าแก่ที่สร้างในป้อมปราการเช่นชุมชนป้อมมหากาฬที่กรุงเทพที่ถูกรื้อออกไปแล้ว ที่โมร็อกโกเค้าอนุรักษ์ไว้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวหลักๆของประเทศเค้าเลย
ด้านหน้าประตูเข้าเมดินาเป็นอาคารเก่าหน้าตาแปลกๆแบบที่ไม่เคยเห็นที่อื่น แล้วเราก็เดินเข้าประตูเมืองใกล้ๆ Mosque Bab Marrakech
ด้านในเป็นซอยแคบๆคนเดินแน่นมีร้านค้าตลอดข้างทางจะมีที่ว่างบ้างก็จะเป็นบ้านเรือนของคนที่อยู่ในเมืองเก่านี้ Casablanca เป็นเมืองที่คนเยอะมากเลยรู้สึกว่าเมืองเค้าสกปรกเป็นพิเศษตอนที่มาเห็นแล้วก็กังวลเล็กน้อยว่าจะเป็นแบบนี้ทุกเมืองมั้ยนะ แต่ว่าพอได้ไปเมืองอื่นก็สบายใจเพราะว่าเค้าดูแลได้ค่อนข้างดีเลยล่ะ ด้านในเมืองเก่าจะมีอยู่จุดนึงที่มีการเอาของเยอะแยะมาห้อยเต็มซอย ถือว่าเป็นจุดน่าสนใจหนึ่งที่ในตลาด ถ้าสนใจลองตามไปดูได้ตรงนี้ครับ Künstler Ecke Casablanca
คืนนี้ได้ไปกินข้าวร้านในตลาดที่นักท่องเที่ยวไปกันค่อนข้างเยอะ แต่ผมว่าอาหารราคาทั่วไปรสชาติก็อร่อยดี บริการดีเยี่ยม ร้านสวยงาม ร้านชื่อว่า Restaurant Dar El Kaid อยู่หน้าตลาดเลยอาหารพื้นเมืองของโมร็อกโกคือ Tajine (ทาจีน) ตอนแรกก็กังวลว่าจะกินได้มั้ยนะแต่พอกินแล้วก็อร่อยดี แล้วก็ต้องกินเมนูนี้ไปตลอดเกือบทุกมื้อ ความจริงทาจีนคือชื่อภาชนะที่ใช้ทำอาหารแต่ว่าวัตถุดิบด้านในเปลี่ยนไปแล้วแต่เมนูของแต่ละร้าน
หลังจากเที่ยวเต็มวัน เช้าวันนี้เราออกจาก Casablanca และมุ่งหน้าสู่เมือง Rabat แต่ก่อนออกได้ไปดูพระอาทิตย์ขึ้นอีกรอบที่ Observation Deck Al Âank เช้านี้ก็ดีอีกครั้ง มากับดวงมากๆ
ก่อนออกแวะซื้อกาแฟร้าน %Arabica แป๊บนึง ร้านกาแฟติดแกลมขนาดนี้ 555 พอเสร็จพิธีก็ออกรถไปเมืองราบัตกันเลย
Rabat ราบัต 2 วัน 1 คืน
ขับรถมาแค่ชั่วโมงครึ่งก็เข้าโซนเมืองราบัตแล้ว พอขับมาถึงแล้วมันว้าว เมืองนี้ดูสวยดูผู้ดี สนามหญ้าอะไรดูแล้วมีการดูแลรักษาอย่างดีต้นไม้สวยถนนสวย อ่อก็นี่มันเมืองหลวงแล้วมีพระราชวังอยู่ตรงนี้ มันก็ต้องสวยเป็นพิเศษน่ะสิ ที่แรกที่ได้เห็นเลยคือริมทะเล ขนาดขับรถอยู่ยังเห็นคลื่นซัดเลยตลิ่งขึ้นมา เรามาจุดแรกที่ Lighthouse of Rabat จอดรถแล้วเดินออกไปบนหินก็ได้เห็นภาพคลื่นซัดตูมตามใส่โขดหินแบบที่ทำให้ใจตุ๊มๆต่อมๆ ถ่ายรูปสนุกได้แต่ต้องดูแลความปลอดภัยเป็นเรื่องหลัก บางทีว่ายืนตรงที่ปลอดภัยแล้วคลื่นก็ยังเลยมาเกือบโดนอีก

Fort Rottembourg
ที่ใกล้ๆกันคือ Fort Rottembourg ป้อมปราการริมทะเลที่มีปืนกระบอกใหญ่มากที่ตอนนี้ถูกทำเป็นพิพิธภัณฑ์รูปถ่ายของศิลปินที่เวียนเปลี่ยนไปเรื่อยๆมีค่าเข้า 20 dirham
ตอนที่ไปได้ดูภาพข่าวสงคราม ถือว่าโชคดีมากเพราะเป็นคอลเลคชั่นภาพถ่ายที่เห็นแล้วมันดึงอารมณ์ออกมาจากเรามากๆ ถ่ายมาบางรูปที่ชอบมากๆเก็บไว้ดูอีก
ด้านนอกเดินชมวิวมหาสมุทรแอทแลนติกได้ เห็นคลื่นกระแทกชายฝั่งแล้วยังรู้สึกประทับใจ รู้สึกหวั่นๆ
เมืองราบัตถูกก่อตั้งขึ้นในยุคศตวรรษที่ 12 เมืองราบัตเองก็เป็นศูนย์กลางการปกครองของรัฐบาลอาณานิคมของฝรั่งเศสและหลังจากโมร็อกโกประกาศอิสรภาพจากเจ้าอาณานิคมในปี 1955 เมืองนี้เลยลงเอยได้เป็นเมืองหลวงของประเทศ ด้วยความเก่าแก่และเป็นศูนย์กลางของการค้าการปกครองมาตลอดทำให้มีสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์มากมาย
Chellah
เป็นป้อมปราการตั้งแต่ยุคกลางอยู่ริมแม่น้ำและเป็นศูนย์กลางการค้ามาตั้งแต่สมัยก่อนคริสตกาล และนักโบราณคดีพึ่งค้นพบเศษซากของวัฒนธรรมโรมันในศตวรรษที่ 20 ทำให้รู้ว่าที่นี่เคยอยู่ใต้อำนาจของอาณาจักรโรมันมาในช่วงหนึ่ง
ประตูทางเข้าแกะสลักหินสวยมากตามแบบฉบับโมร็อกโกมาก ด้านในปัจจุบันได้ถูกแปลสภาพเป็นสวนพฤกษศาสตร์และพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง ค่าเข้า 70 dirham แต่ถ้าอยากได้ audio guide 120 dirham ไปซื้อตั๋วที่ทางเข้าได้เลย ทั่วประเทศโมร็อกโกจะได้เจอกับเจ้านกกระสา (stork) ตัวใหญ่ทำรังกันตามที่สูงทั่วไปหมด เสียงร้องมันจะก็อกๆแก๊กๆได้ยินแล้วสยองขวัญนิดหน่อย
ในศตวรรษที่ 13 ที่นี่ถูกเปลี่ยนให้เป็น necropolis หรือจะให้แปลง่ายๆก็เหมือนเป็นพื้นที่ที่จัดไว้ให้ฝังศพโดยเฉพาะของราชวงศ์ Merinid ซึ่งตรงนี้ก็มีการสร้างมัสยิดไว้ด้วยตรงที่เห็นเป็นหอ minaret
ถึงเวลากินข้าวกลางวัน ร้านนี้เจอโดยบังเอิญแต่ว่าน่าสนใจมากเลยเอามาเล่าให้ฟัง คือเข้าไปก็ถามหาเมนูเค้าแต่เค้าว่าไม่มีเมนู มีแต่ปลาให้กิน อ้ออารมณ์แบบโอมาคาเสะ ต้องกินตามใจเชฟเท่านั้น อาหารอร่อยใช้ได้เลยแล้วได้เยอะทั้งคาวและหวาน จำราคาไม่ได้แล้วจำได้แต่ว่าไม่แพง
Hassan Tower
กินข้าวเสร็จจากร้านนี้สามารถเดินต่อไปที่ Hassan Tower ได้เลย ที่จอดตรงนี้หายากโคตร เพราะงั้นเจอริมฟุตบาทตรงไหนว่างรีบแปะทันที
Hassan Tower เป็นหอ minaret ของมัสยิดที่ไม่เคยสร้างเสร็จตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 ตอนเค้าสร้างเนี่ยก็กะจะเล่นใหญ่ใส่เต็มให้เป็น minaret ที่ใหญ่ที่สุดในโลกยุคนั้น แต่ด้วยความที่กษัตริย์ที่สั่งให้สร้างตายไปการก่อสร้างก็เลยหยุดลง และมีหอมินาเร็ตครึ่งเดียวสูง 44 เมตรแล้วก็เหล่าเสา 348 ต้นที่ควรจะเป็นเสามัสยิด
Mausoleum of Mohammed V
อยู่ตรงข้ามกับ Hassan Tower คือหลุมศพของกษัตริย์ของโมร็อกโก Mohammed V และลูกชายสองคน Hassan II และเจ้าชาย Abdallah จุดเด่นของอนุสรณ์นี้คือความวิจิตรงดงามของลวดลายบนกำแพงบนเพดานตามแบบโมร็อกโก ว่ากันว่าอาคารหลังนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการอนุรักษ์ศิลปะแบบโมร็อกกันในยุคสมัยใหม่เลยทีเดียว
ด้านนอกกำแพงเป็นยอดเนินที่มองไปเห็นอาคารโมเดิร์นที่มีไม่มากในโมร็อกโก เอาจริงๆทั้งทริปก็เห็นแต่พวกนี้แหละ ที่อื่นมีให้เห็นประปราย
เที่ยวจนถึงเวลาเช็คอินแล้วเลยได้มาที่พักซักที ที่นี่เราจะอยู่ใน Medina กัน ในเมืองเก่าตามเมืองต่างๆในโมร็อกโกจะมีที่พักเยอะมาก เหล่านี้เค้าจะเรียกว่า Riad หรือ Dar ซึ่งแตกต่างกันยังไงผมก็ยังไม่ค่อยเคลียร์ ที่พักเราคืนนี้คือ Riad Amaris ที่อยู่ใกล้ๆกำแพงเมือง โรงแรมเค้าน่ารักมากเพราะเค้าใช้เทคนิคการก่อสร้างแบบโบราณดั้งเดิม
เดินเล่นใน medina แถว Rabat Old Market แล้วไปโผล่แถว Bab Diouana ตรงนี้มีจุดที่เห็นวิวแม่น้ำ Bou Regreg กับ Kasbah des Oudayas ป้อมปราการตรงปากแม่น้ำ ชื่อสถานที่เหล่านี้ออกเสียงไม่เป็นเลยไม่ขอเขียนเป็นภาษาไทยละกันจ้า
Rabat Corniche
เดินลงไปจากบนจุดชมวิวแถวริมน้ำจะได้พบกับชาวเมืองที่มาพักผ่อนกันมีขายของมีคนมาวิ่งเล่นกันเยอะ เดินอยู่ดีๆก็มีคนโมร็อกโกมาคุยด้วยแล้วบอกให้ถ่ายรูปเค้ากับเพื่อนให้หน่อยแบบงงๆ 55 แล้วก็นัดแนะกันเดี๋ยวส่งรูปให้ทาง Instagram นะ ปรากฎว่ากลับมาดูที่บ้านรูปที่ถ่ายไว้เบลอจ้า 555 ขอโทษนะเราถ่ายรูปคนไม่เก่ง
Kasbah des Oudayas
ระหว่างทางเดินไปที่เมืองในป้อมปราการที่ปากแม่น้ำได้เดินดูกำแพงเมืองหน้าตาเลิ่กลั่ก
ด้านในกำแพงเมืองก็จะได้เจอกับร้านค้าทั่วไปอีกเช่นกัน ตามแบบฉบับโมร็อกโก ประตูสวยๆน่ารักๆมีให้ทั่วไป ไม่รู้บ้านใครแต่ขอถ่ายรูปเค้าคงไม่ว่า
เดินเข้าไปสุดทางจะเป็นหอสังเกตการณ์ที่มองออกไปเห็นทะเลแม่น้ำ พึ่งเห็นว่าคนเค้าลงไปเซิร์ฟกันด้วย คลื่นนอกชายฝั่งรุนแรงมากแต่เค้าทำแนวกันคลื่นเพื่อลดความรุนแรงลงทำให้คนมาฝึกซ้อมโต้คลื่นกันได้
อยู่ดีๆฝนก็ตกลงมา ขนาดมาเที่ยวแอฟริกาที่คิดว่าอากาศจะต้องแห้งแล้งแน่ๆแต่ฝนก็ยังตก ดวงเรามันไปไหนฝนก็ตกสินะ คืนนี้เลยได้กลับเร็วไปซื้อบะหมี่กึ่งจากซุปเปอร์กินที่โรงแรม ตุนไว้ก่อนเพราะต้องกินทาจีนอีกเยอะ!
เช้าวันถัดมาจะออกไปเมืองต่อไป ก่อนไปแวะถ่ายรูปเพิ่มอีกที่ Plage de Salé Ville ชายหาดที่เมืองซาเล เมืองข้างๆราบัต เป็นหาดที่มองกลับไปเห็น Kasbah des Oudayas บนหน้าผาริมทะเล ความชื้นจากน้ำทะเลที่ฟุ้งกระจายจากคลื่นที่กระแทกฝั่งทำให้ทุกอย่างดูฟรุ้งฟริ้ง บนหาดมีลายสวยงามด้วย เสียอยู่ที่ขยะเยอะมาก กลับมาบ้านต้องลบขยะออกใน post-processing
Chefchaouen เชฟชาอูน 3 วัน 2 คืน
หนทางออกจากราบัตเป็นอะไรที่เซอร์ไพร์สมากเพราะไม่คิดว่าตำรวจจราจรเค้าจะตั้งด่านถี่ยิบขนาดนี้ วิธีจับรถขับเกินความเร็วของเค้าคือจะมีกล้องตั้งอยู่ก่อนแล้วหลังจากนั้นจะเป็นตำรวจที่ยืนดักอยู่ข้างหน้าเพื่อเก็บค่าปรับ สำหรับใครที่คิดว่าความเร็วสามารถเกินได้นิดหน่อยหรือไม่เกิน 10 ก.ม./ชั่วโมง คิดผิดแล้วเพราะเกินเท่าไหร่ก็โดนหมด ตอนผมโดนก็คือขับอยู่ 69 ที่จำกัดตรง 60 ก.ม./ชั่วโมง เวลาขับต้องใช้สมาธิมากๆ
ระหว่างทางจะเป็นถนน National Road เกือบหมดแปลว่าจะมีผ่านเมืองเล็กๆตลอดและทุกครั้งที่ผ่านเมืองความเร็วจำกัดจะลดลงเหลือ 60 พอออกนอกเมืองจะเป็น 80 บางทีจะได้ถึง 100 แต่ไม่เคยเกิน ทำเอาหัวร้อนพอสมควรเวลาต้องขับ 60 บนทางตรงที่ด้านข้างว่างเปล่ามีแต่ทุ่งหญ้า ตามทางสวยงามมากเลยแต่ประเทศนี้ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการทำจุดจอดให้ถ่ายรูปเลยทำให้ไม่มีรูปมาให้ดู
เชฟชาอูนเป็นเมืองที่อยู่บนเขาสูงและเมืองเองก็สร้างอยู่บนเนินเขาชันทำให้เห็นบ้านเป็นขั้นๆสวยๆ ที่บ้านเค้าเป็นสีฟ้าว่ากันว่าเพราะชาวยิวส์ที่หนีตายมาจากนาซีตั้งแต่ช่วงปี 1930 คนเหล่านี้ทาบ้านสีฟ้าเพราะเป็นสีที่ชาวยิวส์ใช้เป็นตัวแทนของพระเจ้า เตือนใจถึงท้องฟ้าและสวรรค์ Chefchaouen แปลว่า 'look at the horns' horns ในที่นี้หมายถึงยอดเขาสูงที่เห็นได้จากในเมือง เหมือนกับแปลว่าเมืองดูเขานั่นเอง พอมาถึงแล้วเราจอดรถริมทางถ่ายรูปก่อนเลย แล้วก็มีลุงคนนึงเดินมาคุยด้วยแล้วไปๆมาๆก็เลยรู้ว่าจะเก็บค่าที่จอด 555 ทำไมไม่พูดตรงๆต้องอ้อมค้อมอยู่นาน
มาถึงวันแรกเวลาประมาณบ่ายสองแล้วโรงแรมที่นี่ราคาสูงกว่าที่อื่นพอสมควร ที่จอดรถต้องจอดที่นอก medina เป็นที่จอดของโรงแรม Hotel Parador โรงแรมใหญ่ของเมืองนี้ค่าจอดคืนละ 30 dirham พนักงานที่จอดรถเป็นมิตรมาก เค้าเห็นหน้าทุกครั้งจะทักว่า 'ไทยแลนด์'! พอจอดรถปั๊บจะมีคนเดินมาถามว่าอยู่โรงแรมไหนเพราะเค้ารับจ้างแบกกระเป๋าไปให้ มองดูทางเดินแล้วเลยตัดสินใจให้ไปเพราะมันชันและแคบมาก และพื้นเป็นแบบหินกระโดกกระเดก ถ้าลากไปล้อคงหลุดหายแน่ๆ เหล่าลูกหาบก็เอากระเป๋าขึ้นบ่านำทางไปที่โรงแรม ไม่ได้แบกอะไรยังเหนื่อยเลย
โรงแรมที่นอนสองคืนนี้คือ La petite Chefchaouen เป็นโฮมสเตย์เล็กๆน่ารักดูแลโดยครอบครัวคนแถวนี้ บนดาดฟ้าเห็นวิวสวยด้านล่างเป็นตลาด แบบว่านอนในที่เที่ยวเลย
พอนั่งพักให้หายเหนื่อยหลังจากขับรถมาไกล วันนี้จะต้องไปเที่ยวใน medinaให้หมดเพราะเวลาจะมีแค่นี้เท่านั้น ข้อดีคือเมืองไม่ใหญ่มากเดินวนเป็นลูปได้ บน Google Maps ให้ปักเส้นทางไว้ตามนี้และเดินตามได้เลย
La Botica De La Abuela De Aladdin
Plaza Uta el Hamman
BLUE STREET WITH MURALS
Place El Haouta
Tuiles colorées
Boutique EL-ASRI
Sidi Bouchouka photo spot
Riad Antek
Mosquée el ounsar
จริงๆผมก็แอบคิดว่าเดินไปไหนก็ได้เพราะทั้งเมืองมันสวยไปหมด คุมโทนสีฟ้าสีเดียวทั้งเมืองและตรอกซอยแคบๆทำให้มีมุมถ่ายรูปดีๆเพียบ
ที่งงมากคือทำไมมีร้านที่มีป้ายเป็นภาษาจีนด้วย เข้าใจว่าคนจีนมาเที่ยวเยอะกว่าคนเอเชียชาติอื่นแต่ไม่คิดว่าจะได้ป้ายภาษาตัวเองในแอฟริกาด้วย 555
คนจะเยอะที่สุดตรง Plaza Uta el Hammam และตรงนี้มีร้านค้าร้านอาหารเยอะมาก แต่แนะนำว่าให้ลองหาร้านอาหารตามซอยแคบๆ ดูมีอะไรน่าสนใจกว่ากันเยอะเลย แล้วก็จริงๆเสน่ห์ของเมืองนี้น่าจะเป็นการเดินมั่วเดินเรื่อยเปื่อยไปตามซอยต่างๆที่มีอะไรแปลกตาให้ได้เห็น ได้ไปเจอซอยนึงที่ไม่มีคน แมวก็จะมาสุมหัววางแผนยึดครองโลกกันหลายตัว
เห็นข้อความนี้แล้วขำเลย เพราะว่าการที่บ้านอยู่ในที่เที่ยวนี่มันทรมานจริงๆนะทุกคน โดยเฉพาะพวกนักท่องเที่ยวที่คุยกันเสียงดังดึกดื่นเช้าตรู่เนี่ย เพราะงั้นรณรงค์ให้นักท่องเที่ยวเกรงใจคนพื้นที่ไม่ส่งเสียงรบกวนการหลับนอนของพวกเค้ากันนะครับ
วันนี้ตอนเย็นตั้งใจจะไปดูพระอาทิตย์ตกที่ Bouzafer Mosque ที่บนยอดเขาที่เห็นในรูปด้านล่าง แต่เดินมั่วจนหลงทาง กว่าจะรู้ตัวว่าหลังก็เริ่มมืดแล้วเดินไปคงไม่ทันเพราะน่าจะต้องใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งชั่วโมงกว่าจะถึงแถมต้องเดินขึ้นเขาอีก วันนี้เลยปักหลักตรงทางเดินตรงตีนเขาดูเมืองอยู่ใกล้ๆละกัน
พอฟ้าเริ่มมืดเมืองก็เริ่มมีไฟนิดหน่อย ได้เห็นบ้านเรือนสีฟ้าอยู่ติดกันแน่นตัดกับท้องฟ้าและภูเขาสีส้ม ถึงไปไม่ถึงจุดชมวิวก็ยังสวย
ด้วยความที่คืนก่อนไปไม่ถึงยอดเขาเช้านี้เลยต้องไปเอาคืน เดินจากโรงแรมไปตาม Google Maps ไปจนข้ามสะพานข้ามลำธารที่มีไร่ส้มอยู่ ตรงนี้ให้มองหาป้ายและบันไดแบบในภาพด้านล่าง เดินตามทางไปเรื่อยๆก็จะถึงเลย ออกมาเดินมืดๆได้เจอแมวหกเจ็ดตัวมารวมตัวกันตอนไม่มีคนด้วย ที่โมร็อกโกแมวเยอะแทบทุกที่เลย

เดินมานั่งหอบตรงมัสยิดบนเขาได้นิดหน่อยฟ้าก็เปิดแล้ว วันนี้ได้ฟ้าสวยๆอีกวัน มุมนี้อยู่ไกลจากเมืองกว่ามากทำให้เห็นได้ทั่วทั้งเมือง แต่ว่าอยู่ตรงนี้รูปสวยที่สุดคือได้เห็นบ้านแน่นๆทั้งเฟรมนะผมว่า
ขาลงสว่างแล้วถ่ายรูปได้ ทางเดินตรงนี้ก็สวยนะ ลืมบอกว่าขาเดินขึ้นมีน้องหมานำทางขึ้นเขาด้วย ที่นี่หมาเยอะแต่เค้าใจดีกันทุกตัว
พึ่งเห็นว่าบนเขานี้มีต้นซากุระด้วย จริงๆวันก่อนที่ขับรถมาก็เห็นมีตามทางบ้างแล้วแต่ไม่มีโอกาสได้ลงไปถ่ายรูป วันนี้ได้เห็นเต็มเลย ถ้ามีแต่รูปนี้คงนึกว่าอยู่ญี่ปุ่น
ขากลับโรงแรมยังไม่วายต้องถ่ายรูปถนนสีฟ้าในเมดินาอีก มันสวยจริงๆนะ เข้าทางประตู Bab El Onsar
พอกินข้าวเช้าเสร็จวันนี้เราจะขับรถไปทางเหนือที่ Akchourโรงแรมส่วนใหญ่จะรวมอาหารเช้าแล้วและอาหารเช้าส่วนใหญ่ก็จะง่ายๆ มีหลักๆคือไข่ ขนมปัง ชากาแฟเนย แยมผลไม้ แต่ถ้าเมื่อไหร่เจอโรตีให้รีบกินเพราะโรตีอร่อยสุด โรงแรมที่อยู่นี้โรตีอร่อยที่สุดในทริปนี้เลยด้วย และการมาเที่ยวโมร็อกโกน่าจะทำให้ไม่ป่วยง่ายเพราะทุกเช้าโรงแรมจะเสริฟน้ำส้มคั้นสดๆ เห็นเค้าปลูกส้มกันเยอะมากทั่วประเทศ
Akchour
อัคเชาอยู่ทางเหนือของ Chefchaouen ห่างไปประมาณ 45 นาทีด้วยการขับรถ เป็นหุบเขาที่เป็นส่วนหนึ่งของ Talassemtane National Park ที่คนส่วนใหญ่จะมาแบบ day trip จากเชฟชาอูน ความสวยของที่นี่มาจากน้ำตกที่ลงมาจากเขาและน้ำใสเป็นสีฟ้าเทอร์คอยส์
ระหว่างทางขับรถไปไม่ยากแต่ก็ต้องระมัดระวังเพราะเป็นทางเขาและบางที่ไม่มีขอบกั้น การจอดรถจอดได้ฟรีที่หน้าร้านอาหาร Restaurant Café les Cascades d'akchour พอจอดแล้วแน่นอนต้องมีคนแถวนี้มาขายทัวร์ แต่ด้วยความที่ไม่ได้วางแผนอะไรมาเยอะก็เลยตัดสินใจจ้างลุงที่เดินมาคุยด้วย จริงๆแล้วถ้าใครสายลุยก็สามารถเดินเองได้นะครับแต่ต้องเตรียมใจว่าเท้าเปียก
ทางเดินก็จะอยู่ในหุบเขาแบบนี้ เขาด้านบนสวยมากเหมือนกันส่วนน้ำด้านล่างใสและสีเข้มมาก ตอนที่มาเป็นหน้าหนาวน้ำเย็นเจี๊ยบเลย เดินเข้าไปไม่ต้องกลัวหิวเลยเพราะมีร้านข้าวร้านชาตลอดทาง ร้านนำ้ส้มก็มีให้เห็นได้ทั่วไปตามแบบฉบับโมร็อกโก
ที่ตรงนี้มีเส้นทางเดินให้เลือกสองทาง
ทางซ้ายที่มีจุดหมายคือน้ำตก Grande Cascade D'akchour จากที่ดูรูปมาระหว่างทางมีน้ำตกขนาดเล็กใหญ่เหมือนกันแต่ถ้าจะไปสุดต้องเดินมากกว่า 2 ชั่วโมงขาเดียว ทำให้วันนั้นเลือกจะไม่ไปอันนี้เนื่องจากเวลามีจำกัดและลุงนักนำทางบอกว่าช่วงหน้าหนาวน้ำน้อยอาจจะไม่สวย (จริงๆแล้วอ่อนเดินไม่ไหวแล้วทำอ้างนู่นนี่)
ทางขวาจะไปจบที่ God's Bridge สะพานหินธรรมชาติที่เชื่อต่อหน้าผาสองข้างของหุบเขา ทางนี้เดินประมาณ 1 ชั่วโมงขาเดียว ทางเดินก็จะมีง่ายมียาก ไกด์จะมีหน้าทีสร้างอารมณ์ร่วมให้เราเดินไปไกลกว่าที่ปกติจะเดินไปเอง 55 ไกด์หรือไลฟ์โค้ช
การเริ่มเดินก็คือเมื่อเห็นเขื่อนจากรูปด้านบนให้เราเดินไปทางขวาโดยที่แม่น้ำจะอยู่ทางซ้าย ช่วงแรกๆง่ายมากใครๆก็ทำได้แน่นอน ระหว่างทางก็จะมีน้ำตกเล็กๆที่น้ำใสไหลเย็นมาก ถ้าดูรูปดีๆก็จะเห็นด้วยว่ามีเก้าอี้พลาสติกสีสันฉูดฉาดวางอยู่ เหล่านี้คือร้านน้ำร้านหนมให้นั่งดูวิวได้
บางจุดก็จะมีสะพานไม้ทำแบบง่ายๆมาวางให้ข้ามลำธาร ตรงนี้สนุกมากเพราะได้เห็นน้ำใสๆใกล้ๆเลย คือไม่รู้ทำไมผมเห็นน้ำใสๆตามธรรมชาติไม่ได้มันรู้สึกตื่นเต้น พอตรงไหนสวยมากร้านอาหารเริ่มแน่น บางที่ให้นั่งจุ่มในน้ำเลยอย่างกับบาร์ของสระน้ำโรงแรม
เดินช่วงแรกๆก็ชะล่าใจไงเดินง่ายจัง แต่เดินมาซักพักทางเริ่มแปลกๆต้องปีนป่ายหินน้ำเจิ่งๆนองๆ พอเห็นตรงภาพด้านล่างเท่านั้นแหละ ต้องปีนป่ายตะเกียกตะกายกันเล็กน้อย บางที่ทางเดินน้ำท่วม แต่ลุงไกด์แกไม่ยอมให้เราหันกลับ แล้วก็หาก้อนหินก้อนใหญ่ๆมาทำเป็นทางเดินตรงที่น้ำท่วมให้เราเหยียบข้ามไป
ลำบากอยู่แต่ก็สนุกมาก จริงๆแล้วเอาง่ายๆก็ถอดรองเท้าแล้วลุยน้ำเข้าไปก็ได้น้ำเย็นสะใจอีกด้วยนะ
คนแถวนี้มีอารมณ์ขันเหมือนกัน มีหินที่บอกหน้าตาเหมือนสิงโตแต่ว่าสิงโตเล่นยามากไปหน่อยเพราะภูมิภาคนี้กัญชาถูกกฎหมาย เดินๆอยู่ก็จะได้กลิ่นกัญชามาจากนักท่องเที่ยวชาวยุโรป
ถึงแล้วจุดหมายปลายทาง หน้าผาแคนยอนสูงขนาบสองข้างแม่น้ำเชื่อมต่อกันด้วยสะพานหิน เดินมาเหนื่อยๆก็มานั่งกินชามินท์ชมวิวสูดอากาศบริสุทธิ์ฟังเสียงน้ำไหล สดชื่นคุ้มค่าเดินมากๆ
จากจุดนี้ไปยังเห็นคนเดินต่อเข้าไปด้านในอีกแต่ต้องลุยน้ำกันแล้ว เสียดายมากที่ไม่มีเสื้อผ้ามาเปลี่ยน น่าเล่นน้ำมากๆ
นั่งอยู่ตรงนั้นเกือบชั่วโมงได้ก็เริ่มเดินย้อนกลับออกทางเดิม แต่ว่าขาออกระดับน้ำมันต่ำลงแหละ ไม่ต้องลำบากลุยน้ำกันแล้ว
พอกินข้าวตรงที่จอดรถแล้วก็ได้เวลาขับรถกลับเมือง Chefchaouen ตอนขามาได้ทดในใจไว้แล้วว่าตรงไหนระหว่างทางวิวสวยบอกไว้จอดตอนขากลับ อย่างที่สวยสุดๆเลยคือภูเขาที่อยู่ตรงทางเข้าเลย เขานี้เรียกว่า Lion Rock ดูแล้วเหมือนสิงโตนอนหงายเลยนะ
พอเข้าใกล้เมือง Chefchaouen จะเห็นไร่มะกอกแบบทั้งภูเขา มีมุมเท่ๆเพียบแถมเจอรถบัสโดยสารแบบคนนั่งบนหลังคาด้วย
ก่อนเข้าโรงแรมคืนนี้ลองแวะจุดชมวิวบนกำแพงใกล้ๆ Bab el Mahrouk จะเอารถไปจอดหรือจะเดินจากในเมืองไปก็ได้แต่ต้องปีนบันไดขึ้นเขาอย่างหนำใจ วิวนี้สวยน้า เอาจริงๆสวยกว่าวิวที่มัสยิดบนเขาที่ไปเช้าก่อนหน้าอีก เสียดายมากที่ยืนอยู่ตรงนี้ได้แป๊บเดียวฝนเริ่มตก เลยไม่ได้ภาพตอนเย็นพระอาทิตย์ตกเลย
เช้าวันรุ่งขึ้นก็กะว่าจะกลับไปที่จุดชมวิวเดิมแต่เช้านี้ฝนก็ตกเหมือนเดิม เลยกินข้าวแล้วออกเดินทางไปเมืองต่อไปกันเถอะ
Fes เฟส 3 วัน 2 คืน
เส้นทางไป Fes จาก Chefchaouen ต้องขับรถเป็นเวลา 4 ชั่วโมงครึ่ง ถนนตลอดทางมีความน่ารำคาญเป็นอย่างมากเพราะจำกัดความเร็วมีการเปลี่ยนแปลงถี่มาก อารมณ์แบบทำความเร็วมาได้ซักพักต้องชะลอไปขับ 60 อีกละ เป็นแบบนี้จนสติหลุดโดนตำรวจเรียกเพราะขับเลย speed limit จนได้ 555
ระหว่างทางได้จอดถ่ายรูปบ้างเพราะแถวนี้มีเนินหญ้าเขียวๆตลอดทาง เหมือนภาพแบ็คกราวด์ Window 98 เลย พอพูดแบบนี้รู้เลยว่าแก่
ขับไปซักพัก Google Maps ด้วยความหวังดี พาไปทางลัด แล้วอีทางลัดนี่ยาวหลายสิบกิโลแล้วสภาพถนนที่ยังตัดไม่เสร็จ ระหว่างทางเจอรถบรรทุกคว่ำอีกด้วย หาทำมาก แนะนำให้แค่ขับตามเส้นทาง National Road ไปก็พอแล้วละกันนะครับ แต่ถ้าถนนดีๆตรงนี้สวยมากเลยนะ
มาถึงเมืองเฟสบ่ายๆเข้าไปแล้ว กินข้าวที่ร้านข้างทางแล้วเอารถไปล้าง ใช่ เอารถไปล้าง 555 เพราะระหว่างทางที่จอดถ่ายรูปพื้นมันเป็นโคลนจากฝนที่ตกคืนก่อนลงไปเหยียบโคลนก้อนเบ้อเร่อมาบนรถทำให้รถนี่อย่างเละ ทนไม่ไหวเลยต้องเอาไปล้างหน่อยเพราะใช้อีกหลายวัน ค่าล้างถูกมาก

รถสะอาดเหมือนใหม่แล้วเราจะไปเช็คอินโรงแรมกัน โรงแรมเราคืนนี้อยู่ใน medina อีกเช่นกันและ medina ที่นี่ดูเก่าดูขลังมากมีชื่อว่า Fez El Bali (Old Fez) เป็นเมืองสีเหลืองครีมทั้งเมือง ดูเก่าแก่เหมือนในหนังฮอลลีวูดเลยนะ
Dar Seffarine
โรงแรมที่นอนที่นี่ 2 คืนคือ Dar Seffarine แนะนำโรงแรมนี้มากๆเพราะว่าโคตรสวยและดูแพงดูหรูหรา พนักงานก็บริการดีมาก แนะนำที่เที่ยวเล่าประวัติศาสตร์โรงแรมให้ฟัง เห็นเราถ่ายรูปโรงแรมก็มาช่วยขยับของให้ดูดี ก่อนเข้าพักตอบคำถามอย่างรวดเร็วเช่นถามหาที่จอดรถใกล้ๆ
โรงแรมนี้จากคำเล่าคืออายุ 900 ปีแล้ว ลวดลายสวยงามเหมือนนอนในวัดเลย นอกจากนั้นห้องนอนเราเปิดประตูออกมาเจอ courtyard ตรงกลาง เตียงนอนสบายห้องใหญ่ ราคาคุ้มค่ามากกับสิ่งที่ได้ ยิ่งเป็นช่วงหน้าหนาวที่นักท่องเที่ยวไม่เยอะราคาก็ยิ่งถูกเข้าไปอีก
ตอนจอดรถเสร็จแล้วที่ Place Bin Lemdoun ก็เห็นว่ามีคนแถวนั้นยืนคู่กับรถซาเล้งรับข้างจนกระเป๋าไปโรงแรม พอถามราคาเค้าบอกว่าให้ตามกำลังศรัทธาเลย คือเป็นแนวทางทำธุรกิจที่ปวดหัวมากๆนะ คือทำแบบนี้กะว่าบางคนจะให้เยอะให้น้อย สร้างความลำบากใจให้กับเรามากๆ แต่ก็เลยให้ไป 20 dirham เพราะระยะทางใกล้ๆ
ระหว่างเดินไปก็ต้องพยายามจำทางด้วยเพราะว่า medina ของ Fes ได้ชื่อว่างงงวยที่สุดเดินแล้วหลงกันง่ายๆ คือตอนแรกผมก็คิดว่าไม่น่ายากเกินไปถ้าใช้ Google Maps แต่คุยกับนักท่องเที่ยวคนอื่นๆแล้วทำให้เสียความมั่นใจเพราะทุกคนต่างจ้างไกด์ เลยบอกพนักงานโรงแรมให้จ้างไกด์ให้หน่อยสำหรับเช้าพรุ่งนี้ ให้พาเดินใน medina 1 วันเต็มๆ
Fes medina นับเป็นเมืองอิสลามจากยุคกลางที่ใหญ่ที่สุดในโลกและเป็นเมืองที่ปราศจากรถที่ใหญ่ที่สุดในโลก การสัญจรด้านในมีแค่การเดินกับการใช้ลาลากรถเท่านั้น บรรยากาศอย่างโบราณเลย ด้านในก็จะมีหลายโซนที่เป็นศูนย์รวมช่างฝีมือศิลปะเก่าแก่
Bab Guisa
ฟังแล้วก็อาจจะสงสัยว่าใหญ่เบอร์ไหนกันนะกับเมืองเก่านี้ จะให้ได้ชัดมากก็ต้องออกไปนอกเมืองดูจากไกลๆ เลยเป็นจุดหมายของเราเย็นนี้ ที่แรกไปกันที่สุสานข้างๆประตูเมือง Bab Guisa มีที่จอดรถเรียบร้อย
ที่ตรงนี้มีหลุมศพเยอะมากๆ พอเดินมาถึงก็เจอเด็กแถวนี้ 2 คนเริ่มทำเป็นเดินนำก็รู้ละว่าสุดท้ายไถเงินแน่ๆ เตรียมใจมาแล้วว่าต้องเจอ เป็นอีกความเหนื่อยใจของการเที่ยวประเทศนี้เพราะจริงๆการที่คนพื้นเมืองมาคุยด้วยมันกลายเป็นเรื่องที่ทำให้เราต้องระวังตัว รู้สึกต้องคอยระวัง เวลาคนทักก็ห้ามตอบ เจอแบบนี้ถี่ๆมันทำให้เครียดเหมือนกันนะ
ว่าแต่สุสานนี้เก่ามาก ดูจากป้ายสุสานแล้วมีสุสานที่เก่าแต่ไปถึงช่วงศตวรรษที่ 9 ช่วงที่เมืองเพิ่งถูกก่อตั้งขึ้น เห็นความเก่านี้แล้วทำให้ขนลุกได้เหมือนกันนะ
เดินขึ้นเนินที่สุสานไปจะเจอกับกำแพงเมืองและสามารถมองเห็นเมืองจากมุมสูงได้แบบนี้เลย เลนส์กว้างไม่พอที่จะเก็บพื้นที่เมืองทั้งหมดจริงๆ มีบ้านหนาแน่นมองไม่เห็นพื้นเลย และมีมัสยิดโผล่ขึ้นมาบ้างให้เป็นจุดสนใจในภาพ
Marinid Tombs
อีกจุดชมวิวคือ Marinid Tombs ที่เป็นสุสานเก่าจากศตวรรษที่ 14 อยู่บนยอดเนินที่คนชอบไปดูวิวกัน แต่ว่าตอนที่ไปเค้าปิดซ่อมอยู่เลยต้องย้ายไปรอพระอาทิตย์ตกที่ Shpigel Lookout แทนที่วิวก็คงคล้ายๆกันล่ะมั้ง
ที่เห็นในรูปยังไม่ใช่ทั้งหมดของเมืองอยู่ดี ใหญ่มากจริงๆ พรุ่งนี้เราจะไปเดินดูด้านในกัน น่าตื่นเต้นสุดๆ รอดูกันว่าเราจะเอาชนะคน local ที่รอไถเงินเราได้มั้ย 555
เช้านี้เราจะกินข้าวกันบนดาดฟ้าโรงแรม อาหารเช้าจะรวมในค่าห้องแล้วด้วย ก่อนกินข้าวเราเลยขึ้นมาดูวิวก่อนเพราะว่าวิวนี้แหละเลยเลือกโรงแรม Dar Seffarine โหสวยอะไรขนาดนี้ ยังกับหลุดเข้าไปในเกม Assassin's Creed ที่เคยเล่นตอนสมัยเรียนมหาลัย โคตรแก่เลย 555 บ้านเมืองเค้าดูเก่าแก่ดูคลาสสิคมากถึงแม้ว่ารัฐบาลเค้าเพิ่งเริ่มทำการรีโนเวทเมืองครั้งใหญ่ แต่เค้ายังคงใช้เทคนิคการก่อสร้างดั้งเดิมเพื่อคงความคลาสสิคเอาไว้
หันหลังกลับไปตกใจมาก นี่มันทะเลจานดาวเทียม ตึกนึงน่าจะมีซัก 20 จานได้เพราะว่าโซนนี้เป็นบ้านคนจริงๆ ตลกและน่าสนใจมาก มองไปทางเหนือยังเห็นเทือกเขา Rif ที่จากมาอยู่เลย นอกจากนั้นยามเช้าแบบนี้มองออกไปเห็นนกนับร้อยบินออกจากรัง
ข้าวเช้าที่นี่อร่อยมาก พอกินข้าวเสร็จก็ได้เวลาเริ่มทัวร์ของเราพอดี ไกด์มาคนเดียว เป็นคุณลุงชาวอาหรับที่อาศัยอยู่ที่นี่ พอดีว่าวันนี้เป็นวันศุกร์ซึ่งเป็นเหมือนวันพระของศาสนาอิสลามและชาวมุสลิมจะไปมัสยิดสวดมนต์ใหญ่กัน สิ่งนี้เกิดขึ้นทุกวันศุกร์ ทำให้ในตลาดจะค่อนข้างเงียบ ตอนวางแผนก็ลืมข้อนี้ไปแต่ก็มีเวลาแค่วันนี้วันเดียวล่ะนะ
ที่ Fes ร้านรวงจะปิดซะเยอะแต่ก็ยังมีที่เปิดอยู่บ้างก็คือร้านที่เจ้าของอาศัยอยู่ใน medina ทำให้เดินทางมาเปิดร้านแล้วแว๊บไปสวดมนต์ได้ แต่ก็ดีอีกอย่างที่คนไม่เยอะถ่ายรูปตามทางเดินได้สวย มีข้อสังเกตที่ลุงไกด์เล่าให้ฟังคือป้ายชื่อซอยที่ติดไว้ที่ปากซอย
รูปหกเหลี่ยมที่แปลว่าซอยตัน
รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่แปลว่าเป็นถนนทะลุไปถนนอื่นได้
รูปบนนี้คือตึกโรงแรมเราเองแต่จะเห็นว่าด้านนอกเรียบๆเลยแต่ความสวยงามจะถูกซ่อนไว้ข้างใน เป็นเหมือนหลักปรัชญาของเค้าที่ไม่อวดร่ำอวดรวย
ขอโทษจริงๆที่หลายๆจุดที่ถ่ายรูปมาไม่รู้ว่ามันอยู่ตรงไหนเพราะนี่คือข้อเสียของการมีไกด์นำทาง เราจำชื่อสถานที่ไม่ค่อยได้เลยเพราะเค้าพาเดินดูเราก็แค่เดินตาม ไม่ได้คิดมองหาเส้นทางเอง แล้วชื่อเค้าก็จำยากมากๆแถมบางอันไม่มีใน Google maps เสียใจที่ไม่ได้เอาข้อมูลมาให้ มีแต่รูปมาให้ดู
ลุงไกด์เดินเร็วมาก คิดว่าถนนทางเดินเหล่านี้วันอื่นๆจะมีร้านเปิดแน่นกว่านี้ ราวกับว่าเค้าแบ่งซอยกันให้แต่ละซอยเป็นกลุ่มงานฝีมือสาขานี้ เช่นซอยด้านล่างเป็นซอยที่คนย้อมด้ายที่ทำจากขนสัตว์กัน มีการแบ่งประเภทด้วยว่าด้ายต่างๆจะมาจากสัตว์ที่ยังมีชีวิตอยู่ ส่วนที่ตายไปแล้วเค้าจะเอาขนไปยัดไส้พวกหมอนผ้าห่มแทน ไม่ใช้ปนกัน สีเหล่านี้ที่ดูฉูดฉาดมากๆเค้ายืนยันว่าเป็นสีจากธรรมชาตินะ
Chouara Tannery
แน่นอนว่าแมวสิงอยู่ตามตลาดเพียบอีกเช่นเคย เดินไปเรื่อยมาโผล่ที่ Place Bin Lemdoun เดินอยู่ตรงนี้จะเห็นลูกศรชี้ไปทางเข้า Chouara Tannery โรงฟอกหนักเก่าที่สุด ใหญ่ที่สุดของเมือง Fes ซึ่งทำการมาตั้งแต่เมืองนี้ถูกก่อตั้งขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 9 ที่เห็นพาดอยู่ที่กำแพงคือหนังสัตว์นี่แหละ ว่าแต่ตัวอะไรทำหนังผืนใหญ่เบอร์นี้
ด้านในนอกจากจะเป็นโรงฟอกแล้วยังเป็นร้านค้าขายสินค้าจากหนังสัตว์รายล้อมและการเข้าไปดูด้านในจะต้องดูผ่านร้านพวกนี้ การเข้าด้านในตามป้ายเขียนว่าฟรีแต่ก็ดูเหมือนว่าเจ้าของร้านเหล่านี้ก็จะขอเงินค่าทิปเชิงบังคับถ้าไม่ได้ซื้อสินค้าเค้า

ด้านในที่ทุกคนอยากเห็นก็คืออ่างหินที่เรียงกันหลายสิบอ่างด้านล่าง มีอ่างสีขาวมีอ่างสีแดง ความแตกต่างคืออ่างสีขาวไว้สำหรับทำความสะอาดและทำให้หนังสัตว์แข็งๆนิ่มลง น้ำสีขาวๆที่เห็นคือส่วนผสมของ น้ำ เกลือ ปูนขาว อึนกพิราบ! ฉี่วัว! ที่ใช้อึนกพิราบเพราะว่าในอึนกมีส่วนผสมของแอมโมเนียตามธรรมชาติที่จำเป็นในการทำให้หนังอ่อนลง ขั้นตอนนี้ต้องใช้เวลาแช่ทิ้งไว้ 2 - 3 วันด้วยกัน เอาแบบให้เข้าเนื้อไปเลย แล้วด้วยส่วนผสมนี้แหละทำให้ที่ตรงนี้รวมไปถึงพื้นที่ข้างเคียงมีกลิ่นตุๆตลอด เจ้าของร้านก็ให้สะระแหน่หรือมิ้นท์ไว้ดมระหว่างเข้าชมด้วยนะ
หลังจากนั้นผืนหนังก็ถูกเอาไปย้อมสีในอ่างสีแดงที่มีหลากหลายสีจากธรรมชาติ สีแดงจากดอกป๊อปปี้ สีฟ้าอินดิโก สีส้มจากต้นเทียนหรือเฮนนาที่เค้าชอบเอามาวาดที่มือที่แขนกัน ยังมีสีอื่นๆอีกเพียบที่ไม่รู้ที่มา เค้าคุยว่าขั้นตอนเหล่านี้ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยตั้งแต่สมัยยุคกลาง คงไว้ซึ่งความลำบากมากๆแต่หนังก็คุณภาพดีมากเช่นกัน นุ่มสุดๆ
พอตากแห้งแล้วหนังพวกนี้ก็พร้อมเอาไปตัดเย็บเป็นสินค้าต่อไป หนังเป็นสินค้าส่งออกหลักของโมร็อกโกด้วยและด้วยความที่อยู่ใกล้ยุโรปแน่นอนว่าลูกค้าก็ต้องเป็นพวกแบรนด์แฟชั่นของยุโรปด้วย ก่อนจะออกเนี่ยก็จะถูกขายหนักมาก เป็นสิ่งนึงที่ทำให้การเที่ยวที่นี่เหนื่อยและน่าอึดอัดมาก แต่พอดูๆแล้วมีเสื้อสวยลองใส่แล้วชอบมาเลยซื้ออยู่ดี 555 แต่ใครไม่อยากซื้อก็ต้องใจแข็งมากๆ
พอซื้อของแล้วเค้าก็ปล่อยเราออกมา การซื้อของได้อ่านมาเค้าบอกว่าควรต่อราคาลงไปครึ่งนึง แต่บางทีเราเห็นแล้วก็ไม่อยากต่อไปไกลขนาดนั้นอ่ะ สงสารเค้าเพราะแต่ละอย่างมันดูทำยากมากๆ ตอนมาที่นี่ชอบกินขนมปัง ลุงไกด์เลยพามาดูกรรมวิธี เห็นเตาแล้วโอ้โห ไม่กินละ 555
นอกจากนั้นเฟสยังมีซอยซอกแซกมากมายแล้วบางซอยมันแคบแบบนี้ ไกด์บอกว่าถ้าลูกค้าอ้วนไม่พามาตรงนี้นะ แหมปากหวาน
Mausoleum of Sidi Ahmed al-Tijani
ความเศร้าอย่างนึงคือสถานที่ทางศาสนาเค้าจะไม่อนุญาติให้คนที่ไม่ใช่มุสลิมเข้าด้านในทำให้ต้องดูแต่ด้านนอก แต่ด้านนอกก็สวยคลาสสิคได้บรรยากาศมากๆแล้ว อ้อคนโมร็อกโกเค้าไม่ชอบโดนถ่ายรูปเป็นส่วนใหญ่ แบบว่าเคร่งมากๆแต่บางทีเค้าเหล่านี้ก็นั่งอยู่ตามสถานที่ท่องเที่ยวกันทำให้ถ่ายรูปลำบากมาก แต่บางทีเค้าก็แค่เอาผ้ามาปิดหน้าไว้แบบในรูป พยายามระวังเสมอแต่ก็พลาดบ้าง บางคนก็ออกมาด่าเลย
Al Attarine Madrasa
อยู่ไม่ไกลกันคือ Madrasa ที่แปลว่าโรงเรียนในภาษาอาราบิก แล้วที่นี่คือหอพักนักเรียนในสมัยโบราณโดยนักเรียนจะเรียนที่มัสยิดที่อยู่ติดกับหอพักนี้ ที่เห็นหน้าต่างเล็กๆก็คือหน้าต่างของห้องนอนนั่นเอง ที่นี่ถูกสร้างในรูปแบบของราชวงศ์ Marinid และก่อนสร้างระหว่างปี 1323 - 1325 เค้ายกให้ที่นี่เป็นสุดยอดของสถาปัตยกรรมยุคนั้นเลย
ลองนึกภาพว่าเราเป็นนักเรียนที่อาศัยอยู่ที่นี่ โหมันสวยจัง แต่ห้องเค้าค่อนข้างแคบ นึกถึงสมัยอยู่หอตอนเรียนมหาลัยเลย บางห้องวิวสวยอยู่นะ มองไปเห็นมัสยิด Al-Qarawiyyin Mosque ที่เป็นทั้งวัดและโรงเรียน
มาเที่ยววันศุกร์แบบนี้คนเงียบมากๆไม่ต้องแย่งกันถ่ายรูปไม่ต้องมีคนเดินเข้ากล้องเลย
Nejjarine Museum of Wooden Arts & Crafts
ที่ตรงนี้มีประวัติน่าสนใจ เพราะเค้าเคยเป็น Caravanserai หรือเป็นโรงแรมโรงเตี๊ยมสำหรับพ่อค้านักเดินทางที่โร่ไปขายของตามเมืองไกลต่างๆโดยเค้าจะจอดอูฐจอดลาเอาไว้ด้านนอกแล้วคนก็เข้าไปนอนข้างในกัน จะเห็นในรูปด้านในว่ามีตาชั่งอันใหญ่ยักษ์ห้อยลงมาจากเพดานด้วย เอาไว้ให้เค้าได้ทำการค้าแลกเปลี่ยนกันข้างในได้เลย ปัจจุบันถูกแปรเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะงานไม้ไปแล้วเพราะตลาดรอบๆมีความสามารถพิเศษด้านงานไม้เหมือนกัน บนดาดฟ้ามีคาเฟ่สำหรับนั่งพักดูวิวได้เช่นกันนะ
Mausoleum of Moulay Idriss II
สถานที่ฝังศพของ Moulay Idriss II ที่เป็นผู้ก่อตั้งเมืองเฟสในศตวรรษที่ 9 ให้ศาสนิกชนมากราบไหว้ขอพรกัน ส่วนเราดูได้แต่ข้างนอก เค้าให้ชะโงกหน้าดูจากหน้าประตูนิดหน่อย ข้างในลวดลายสวยงามเช่นเคย
หลังจากนี้ก็เหมือนที่เที่ยวหมดลุงไกด์ก็พาเราไปดูร้านทำพรม ร้านทำผ้าพันคอ คือไปร้านเหล่านี้แล้วลุงก็ปล่อยให้เราดีลกับคนขายตามลำพัง โดนกดดันให้ซื้อของกันเป็นการใหญ่ แต่ก็บอกตามตรงว่าต่อราคาไปเค้าลดจนถูกมาก สุดท้ายก็เลยได้พรมผืนเท่าเบาะรองนั่งมาเป็นที่ระลึก ไปร้านผ้าพันคอก็ได้มาหนึ่งผืนสวยงาม ชอบผ้าพันคอมากเพราะคนขายสอนพันผ้าแบบชาว Berber เหมือน Prince of Persia เลยนะ

Royal Medina Spa
ถึงตรงนี้เรื่องเล่ามันพิลึกมาก พอดีระหว่างเดินอยู่เราถามลุงไกด์ว่า Hammam นี่คืออะไรนะเห็นอยู่ในหลายๆเมือง ลุงเลยบอกว่าอยากรู้เดี๋ยวพาไปดูเลย Hammam ที่นี่เก่าแก่หลายร้อยปี ใช้งานมาตั้งแต่สมัยยุคกลางแล้ว พูดขนาดนี้แล้วเลยอยากลองดูเลย สปาอะไรต้องมีนวดๆแน่ๆ ชอบนวด ทีนี้ด้านในเค้าไม่ให้ถ่ายรูปเลยขอเล่าด้วยคำพูด
Hammam เป็นแพกเกจสปาแบบประเทศอาหรับอิสลามที่มีขั้นตอนแบบนี้ อันดับแรกเปลี่ยนเสื้อผ้าใส่กางเกงในกระดาษ ใส่เสื้อคลุมอาบน้ำแล้วเค้าจะพาไปห้องอาบน้ำแยกชายหญิง พอเข้าไปห้องเป็นเหมือน steam room ไอน้ำฟุ้งทั้งห้อง ในห้องมีเตียงหินเรียงกันสามเตียง ตอนเข้าไปมีผู้ชายตัวเบ้อเร่อนอนอยู่แล้วก็มีพนักงานผู้ชายขัดๆถูๆ ส่วนเราเค้าให้นั่งที่เก้าอี้พลาสติกข้างๆอ่างน้ำร้อน
นั่งแป๊บนึงพนักงานชายคนเดิมก็หันมาแล้วเริ่มตักน้ำในอ่างใส่ถังแล้วก็เริ่มสาดน้ำราดน้ำใส่เลย ไม่จบเริ่มถูสบู่ให้ด้วย โอ้โห ตั้งแต่โตเป็นผู้ใหญ่ก็ไม่ได้มีคนอาบน้ำให้อีกเลย วันนี้สิ่งนี้เกิดขึ้นอีกครั้ง ถูแบบถึงลูกถึงคนมาก แล้วอีตาพนักงานก็พยายามคุยด้วยอยู่ได้ คือแกอาบน้ำให้มันก็แปลกพอแล้ว
พอล้างตัวแล้วก็ให้ไปนอนแผ่บนเตียงหินอ่อน เตียงนี้ร้อนด้วยนะ นอนเสร็จก็เริ่มเอาผ้าหรือฟองน้ำมาถูตัวถูกขี้ไคลบนตัวแบบลืมว่าเรารู้สึกเจ็บปวดได้ แต่คือเห็นผิวหนังตายแล้วหลุดออกมาเพียบ แล้วอีพนักงานก็เล่นมุข เรียกให้ดูว่าดูดิเหมือน Couscous เลย คุสคุสคือข้าวประเภทที่คนอาหรับกินเยอะมาก 555 มันอี๋ ระหว่างเล่นมุขก็ขัดไปด้วยทั้งถูตัวแล้วก็ล้วงไปถูขาที่อยู่ใต้กางเกงในด้วย ณ จุดนี้ก็ได้แต่พยายามเอาจิตไปที่อื่น 555 พอถูจนพอใจก็พอกด้วยโคลนอะไรซักอย่างและทิ้งให้เรานอนอยู่ที่เตียงอยู่นานเลย คิดว่าไม่ต่ำกว่า 20 นาที
เสร็จละก็ไปล้างตัวอะไรๆ แล้วก็จับใส่เสื้อคลุมไปนอนรอนวดที่เตียงในห้องอีกห้อง รออยู่นานพอควรแล้วก็ถูกเรียกไปห้องนวด คนนวดก็เป็นผู้ชายเช่นกัน ก็คิดว่าอย่างน้อยน่าจะนวดได้แรงพอสมควร พอนอนบนเตียงแล้วตาคนนี้เริ่มนวด นวดเหมือนลูบๆอ่ะ ให้มันจั๊กจี๋เล่น นอนกลั้นขำจนเหนื่อยแล้วไม่รู้สึกว่าถูกนวดเลย เอาเป็นว่าขอสรุปถ้าไม่อยากสัมผัสประสบการณ์แปลกใหม่อะไรมาก็อย่าไปหาทำ แต่ถ้าไปทำก็คงได้เรื่องเล่ากลับบ้านไปอีกเรื่องนึงละกันนะ
ก่อนเราจะเข้าไป Hammam เราก็บอกลุงไกด์ว่าไม่ต้องรอหรอก เพราะหลังจากนี้ก็จะกลับโรงแรมแล้ว คือทัวร์เนี้ยมันไม่ค่อยมีแบบแผนเลยเพราะลุงคอยถามตลอดว่าอยากไปไหน แบบเออทำไมลุงไม่แนะนำว่าเราต้องไปดูอะไร 555 แล้วถ้าไม่บอกว่าลุงกลับบ้านได้ลุงก็คงกลับไปโรงแรมกับเรา เลยถามว่าวันนี้ต้องจ่ายลุงเท่าไหร่ ลุงบอกว่าโอ้ยตามกำลังศรัทธาเลย เจอแบบนี้เลยงงเล็กน้อยว่าทำไมไม่ตั้งราคาให้ชัดเจนทำไมต้องทำให้เราลำบากใจด้วย แต่โชคดีที่ถามราคาพนักงานโรงแรมมาก่อนว่าค่าทัวร์เป็นแบบไหน คิดแบบครึ่งวันเต็มวัน เลยจ่ายไปตามราคาเต็มวันเพราะลุงก็อยู่กับเรามาแต่เช้าจนเย็น
ลุงเค้าก็กังวลว่าเราจะเดินกลับโรงแรมเองโดยไม่หลงได้มั้ย มาถึงตอนนี้บอกเลยว่ามั่นใจมากว่าเปิด Google Maps เดินตามก็ไม่หลงแล้ว เลยบอกว่าสบายมาก อยากลองเดินกลับเองด้วย พอเดินออกจากร้านนวดเจ้าของร้านถามอีกว่าให้คนไปส่งมั้ยก็บอกว่าไม่เอา พอเดินออกมาได้ไม่นานก็มีคนตะโกนถามว่าจะไปไหนกัน แล้วก็เริ่มบอกว่าเราเดินผิดทางแล้ว เดี๋ยวช่วยบอกทาง มันก็เริ่มพาเดินอ้อมเลย แล้วพอมันพอใจแล้วก็ทำการไถเงิน จะให้ 20 dirham มันบอกว่าไม่พอหรอกต้องเลี้ยงลูกเมีย จะเอา 200 โดนแล้วการไถเงินที่เป็นที่โจษจัน รอบข้างไม่มีใครอยู่ด้วยก็เลยตัดใจให้มันไปแล้วก็ด่าพ่อมันเป็นภาษาไทย 555 ไถเงินไม่พอมันส่งไม่ถึงที่ด้วย เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ห่อเหี่ยวที่โมร็อกโก
Bab Boujloud หรือ Blue Gate
กลับถึงโรงแรมแบบไม่โดนหลอกเพิ่มเลยขับรถออกไปดูที่เที่ยวอีกหนึ่งที่ที่อยู่อีกฝั่งของเมือง ประตูนี้คนเดินเยอะมากถ้าเทียบกับถนนแถวโรงแรม ร้านค้าอะไรขายของก็ค่อนข้างโหลๆหน่อยสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไป ร้านอาหารสำหรับนักท่องเที่ยวมีเยอะ ถ้าต้องการความสีสันเสียงเพลงตรงนี้ก็เหมาะนะ
บางรูปเปลี่ยนเป็นขาวดำแล้วสวยมากก็เลยอยากโชว์อยากอวด สวยมั้ยช่วยบอกหน่อยนะทุกคน
วันนี้จบลงแล้วและตอนนี้ก็จบลงเช่นกัน พักผ่อนให้ดีก่อนขับรถเข้าสู่ตอนที่ 2 เราจะมุ่งหน้าสู่ทะเลทรายซาฮาร่าและต้องขับรถนานถึง 8 ชั่วโมง!
ขอปรับทุกข์ว่ามาถึงตรงนี้ต้องบอกตรงๆว่ารู้สึกหดหู่กับคนโมร็อกโกมาก ทำลายบรรยากาศสวยงามสุดๆ ทั้งคนขายของแบบไม่สนฟ้าดิน ทั้งการทำธุรกิจแบบคลุมเครือ ทั้งพวกนักต้มตุ๋น การมาที่นี่ต้องมีจิตใจที่เข้มแข็งและมูฟออนได้ไวเพราะโมร็อกโกเป็นที่ที่สวยงาม ถ้ามัวนอยอยู่มันก็น่าเสียดายมากๆกับสิ่งที่เราจะสามารถเอ็นจอยได้
ยังไงตอนนี้ฝากเพื่อนๆกดไลค์ติดตามเพจ ถ้าใครมีแรงช่วยค่าน้ำค่าขนมได้ที่ใต้โพสให้กำลังใจด้วยน้า ขอบคุณครับ
https://www.facebook.com/nopeopletravelphoto/ สำหรับตอนต่อไปคลิ๊กที่ลิงค์นี้ได้เลย! LINK
Comments