Day Trip - Tianjin เทียนจิน เดินชมเมืองริมฝั่งแม่น้ำไห่เหอ
- Opp
- 15 ต.ค. 2567
- ยาว 1 นาที

เดือนที่เดินทาง - กันยายน 2024
อีกหนึ่งโพสที่แตกหน่อมาจากโพสเที่ยวปักกิ่งนะครับ เป็นอีกหนึ่งจุดหมายที่เดินทางไปแบบ day trip ได้ง่ายๆด้วยรถไฟความเร็วสูง ฝากติดตามโพสอื่นๆในทริปด้วยนะครับ
เทียนจินเป็นเมืองที่อยู่ใกล้ปักกิ่งมากๆนั่งรถไฟความเร็วสูงมาแค่ 30 นาทีเท่านั้น Tianjin เองก็เป็นเมืองที่มีความสัมพันธ์กับปักกิ่งมาตั้งแต่โบราณกาลจนถึงปัจจุบัน ทั้งเป็นเมืองท่ารับสินค้าเข้าออกและยังเคยเป็นที่ตั้งของกลุ่มกองกำลังต่างชาติที่เคยบุกโจมตีปักกิ่งในอดีตช่วงศตวรรษที่ 19 อีกด้วย ในอดีตเทียนจินเคยได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวที่รุนแรงที่สุดในประเทศจีนและยังมีปัญหาการจัดการจากทางรัฐบาลทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ ปัจจุบันนี้เทียนจินกำลังเติบโตกลับมาอีกครั้งด้วยโครงการเมกะโปรเจ็คและทุกวันนี้เทียนจินเป็น 1ใน 20 เมืองจากทั่วโลกที่มีจำนวนงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์สูงสุดไปแล้ว
ออกเดินทางไปเทียนจิน
เอาล่ะๆ การไปก็เหมือนเดิมแต่รอบนี้เราไปขึ้นรถไฟความเร็วสูงที่สถานี Beijing South Railway Station ไปล่วงหน้าก่อนเวลารถออกซัก 30 นาทีเพราะสถานีใหญ่อาจจะต้องใช้เวลาหลงทางนิดหน่อย

ลงสถานีแล้วเดินหาแท๊กซี่ ตอนแรกกะนั่งรถเมล์แต่ว่าหาทางไปป้ายรถเมล์ไม่เจอซะที มาดูที่ใกล้ๆก่อนเลยเค้าเรียกว่า Italian Style Area ชื่อตรงๆมากเพราะตึกแถวนี้ออกแบบสไตล์ยุโรปและมีรูปปั้นมาร์โค โปโลอยู่กลางจตุรัสด้วย
คือไม่รู้ทำไมบ้านแถวนี้ถึงจะออกแบบสไตล์ยุโรปแต่ด้านนอกมันรกรุงรังทรุดโทรมยังไงไม่รู้ เลยเดินดูนิดหน่อยก่อนเลี้ยวไปเดินเล่นริมแม่นำ้ Haihe แม่น้ำสายหลักที่ผ่ากลางเมือง มายืนตรง Haihe Culture Square จะสามารถถ่ายรูปตึกโรงแรม St. Regis Tianjin ตรงกลางแบบนี้ได้เลย ตึกเป็นทรงกล่องสี่เหลี่ยมที่มีรูตรงกลาง อะไรแบบนี้พี่จีนชอบทำ
นอกจากนั้นพอเดินไปทิศเหนือก็จะเจอกับสะพานเป่ยอัน สะพานนี้เค้าว่าได้แรงบันดาลใจมากจาก Pont Alexandre III ที่ปารีสแหละ ลองเสิชเทียบดูได้เลยว่าเหมือนหรือไม่
สิ่งที่เห็นได้ตามริมตลิ่งแม่น้ำไห่ก็คือลุงป้าใส่ชุดว่ายน้ำมากระโดดน้ำลีลากันอย่างสนุกสนาน โดดกันจริงจังมากน้ำก็น่าจะเย็นเจี๊ยบ สงสัยได้แรงบันดาลใจจากน้องๆนักกีฬาโอลิมปิก
เป็นการเที่ยวที่เดินเรื่อยเปื่อยจริงๆไม่มีแผนเที่ยวตายตัวอะไรเลย และข้อดีคือเค้าเป็นเมืองที่สนับสนุนการเดินมาก ทางเดินใหญ่เรียบสะอาด รถกับจักรยานมีที่เป็นของตัวเองไม่ต้องมาเจอกันให้เป็นอันตราย ระหว่างเดินก็ดูตึกรามบ้านช่องไปเรื่อยเปื่อย มีตึกสูงและตึกเก่าผสมๆกันอยู่ตลอดทาง
เดินเรื่อยๆเพราะมาหาข้าวกิน มาถึงเช้ายังไม่ได้กินอะไรเลย แถวนี้คิดว่าเรียกว่า Jinjie Street ที่หน้าตาเหมือนย่านออฟฟิศคนทำงานแล้ววันนี้วันอาทิตย์เลยมีบรรยากาศเงียบเป็นป่าช้า พอนึกดูดีๆ เออมีคนน้อยๆก็ดีเหมือนกันเพราะอยู่ปักกิ่งไปไหนคนก็แน่นแถมยังแน่นตลอด 24 ชั่วโมง
เดินซักพักถึงจะเจอร้านข้าว พออิ่มแล้วเลยไปเที่ยวที่อื่นต่อ ตรงนี้ห่างออกมาเลยเลือกนั่งรถแทน เรียกว่าอู่ต๋าเต้า เป็นย่านที่มีตึกเก่าแก่ บ้านคนมีตังค์และก็เป็นที่แฮงเอาท์ของคนทุกวัย มีร้านอาหารคาเฟ่ให้เห็นอยู่ทั่วไป แท๊กซี่เค้าพามาส่งที่ Minyuan Stadium พอมาตรงนี้ก็เริ่มเห็นคนบ้างแล้ว
ถนนซอยแถวนี้มีชื่อเหมือนเมืองใหญ่ต่างๆในประเทศจีนด้วย คำว่า Wudadao แปลก็คือ Five Major/Big Avenue หรือ ถนนสายหลัก 5 สาย คือคำว่า avenue ถึงจะแปลว่าถนนแต่จริงมันคือถนนที่มีต้นไม้เรียงเป็นแถวสวยๆแบบที่เห็นในภาพข้างล่างนี้เลย แล้วแถวนี้คือมีถนนแบบนี้ขนานกัน (เกือบๆขนาน) 5 แถวก็เลยเป็นที่มาของชื่อนี่เอง
แต่ละซอยถนนอาจจะมีบ้านของบุคคลสำคัญในอดีตอยู่แต่บ้านเค้าก็หน้าตาแบบธรรมดาแหละแถมไม่รู้จักด้วยว่าคนพวกนี้ใคร แต่มีบ้านหลังนึงหน้าตามันพิลึกมากเลยเก็บภาพมาให้ดูกัน ปักใน Google Map ว่า Gedalou ได้เลย คือมันมีนัยยะยังไงก็ไม่รู้แต่ดูเหมือนการตกแต่งบ้านจะเป็นแบบชอบไรก็ซื้อแล้วไม่รู้จะไปไว้ไหนเลยเอาไปแปะตามตัวบ้าน
ตอนเที่ยงๆแดดเปรี้ยงมาก โชคดีข้างๆตึกพิลึกนี้มีคาเฟ่อยู่ โกหก ที่หยุดคาเฟ่นี้เพราะเค้าเลี้ยงแมว 2 ตัวต่างหาก
แมวนิ่งมากจับก็ได้ไม่ดุ หน้าตาดูราคาแพงสุดๆ ส่วนตัวขาสั้นถึงจะทำหน้าไม่เป็นมิตรแต่ว่าก็ลูบหัวได้นะ การกินชาที่นี่คือเค้าให้กาน้ำร้อนแบบบึ้มๆเลย กินจนปวดฉี่
พักหายเหนื่อยแล้วเดินต่อได้ ตลอดทางก็จะมีบ้านอาคารทรงยุโรปทั่วเลยเพราะว่าในสมัยที่เทียนจินเป็นเมืองที่เติบโตสูงที่สุดในละแวกนี้ ทั้งสมัยราชวงศ์ชิงและสมัยสาธารณรัฐจีน (ก่อนเป็นคอมมิวนิสต์) มีการสร้างอาคารสไตล์ยุโรปเยอะมากซึ่งเค้าก็พยายามรักษาไว้จนปัจจุบันแม้ว่าบางที่จะขาดการดูแลไปบ้าง
นาฬิกาแบบทางเข้าหมู่บ้านกฤษดานครก็มีนะ
ระหว่างเดินไปสถานีรถไฟใต้ดินก็ได้เจอกับ Tianjin Concert Hall ด้วย

นั่งรถไฟใต้ดินไปเที่ยวต่อที่ Porcelain House หรือบางทีเรียกว่า China House ไชน่าในที่นี้หมายถึงประเภทของเครื่องเซรามิกเพราะว่าต้นกำเนิดของ Porcelain คือที่จีนนี่เอง บ้านนี้ก็แบบโชว์ของเต็มที่เลย จานชามแตกที่ไหนเอามากองไว้ตรงนี้เพราะแทบทุกอณูของผนังคือเศษกระเบื้องแตก
ไม่ใช่แต่นอกตัวบ้านเท่านั้นแต่ด้านในเพดานอะไรก็เป็นจานชามลายสวยงามเต็มไปหมด
ทำเป็นเล่นวันนี้ก็เดินเยอะอีกแล้ว วิบากกรรมอะไรที่ต้องเดินวันละ 14,000 ก้าว นั่งแท๊กซี่ไปลงที่ Tianjin Ancient Cultural Street ถนนบ้านเรือนโบราณที่เริ่มคุ้นเคยกับทุกเมืองที่ไป แต่จะบอกว่าของขายที่นี่ก็ไม่ได้เหมือนกับที่ปักกิ่งนะ ส่วนใหญ่เน้นเป็นของเก่า กาน้ำชา พัดจีน ภาพวาดหมึกจีน อุปกรณ์วาดภาพพู่กันม้วนกระดาษ ส่วนของกินไม่ต่างมากแต่ไม่หลากหลายเท่า ทั้งๆที่เป็นวันอาทิตย์แต่คนน้อยผิดคาด เห็นแล้วก็สงสารร้านค้าแถวนี้อยู่นิดๆ
เดินไปสุดถนนเก่าจะได้เจอกับสะพานเหล็ก Jintang Bridge เป็นสะพานคนเดินอย่างเดียวแต่ที่ชอบมากคือมองออกไปเห็นวิวเมืองกับแม่น้ำ Haihe
แต่ก่อนจะจบวันนี้ขอไปนั่งเรือชมวิวก่อน ท่าเรือเดินจากย้อนไปทางทิศเหนือจากตรงนี้ไม่ไกล เรือใหญ่สะอาด ออกไปยืนถ่ายรูปข้างนอกได้ด้วย เสียอย่างเดียวคือตลอดทางจะมีเปิดเสียงพูดเคล้าเสียงเพลงแนะนำสถานที่แบบไม่มีหยุดพัก ถ้าเป็นแบบเงียบสงบจะชอบมากกว่านี้อีก
เรือจะพาเราแล่นลงใต้ไปจนถึงแถวหน้าสถานีรถไฟ Tianjin East Station ที่เรามาลงเมื่อเช้า ซึ่งจะผ่านที่ๆไปมาแล้วนิดหน่อยแต่ว่านั่งเรือแบบนี้ดีมากเลยสำหรับคนไม่มีเวลา หลังจากลงใต้แล้วก็จะวนกลับมาและเลยต่อไปทางเหนือจนถึงชิงช้าสวรรค์คู่บ้านคู่เมือง Tianjin Eye หรือ เทียนจินจือเหยี่ยนก่อนจะวกกลับมาส่งเราที่เดิม เชิญชมภาพบรรยากาศได้เลย
นั่งเรือกลับมาถึงเริ่มโพล้เพล้เดินไปเจอพระจันทร์เสียบไม้พอดีด้วย ตอนนี้ก็กำลังเดินกลับไปที่สะพาน Jintang และปักหลักถ่ายภาพตอนเย็นก่อนกลับปักกิ่ง มองดูแล้วหามุมอื่นไม่เจอเพราะเหมือนต้องขึ้นบ้านคนอื่น ไม่อยากโดนตำรวจจับที่เมืองจีนถ่ายรูปแบบคนปกตินี่แหละ

ถือว่าเป็นมุมที่ไม่เลวเลย ได้ทั้งตึกใน CBD แม่น้ำ และไฟรถ ท้องฟ้าก็เป็นใจอีกด้วย ระหว่างถ่ายใบแรกอยู่เห็นเด็กๆสองคนยืนถ่ายกันแนวตั้งเลยลอกมันซะเลย 555
วันช้าๆที่เทียนจินก็ประมาณนี้ เมืองนี้คนน้อยจนประหลาดในว่าที่นี่เมืองจีนแน่นะ เป็นที่หลบภัยจากฝูงชนคับคั่งจากปักกิ่งได้อย่างดี ให้มีโอกาสได้หายใจเดินสบายๆบ้าง นักวิทยาศาสตร์ทางสมอง Bruce Perry บอกว่าการเจอคนเยอะๆนานเป็นการฝืนธรรมชาติของมนุษย์เพราะเป็นเวลาหลายหมื่นปีมนุษย์อยู่ในสังคมที่มีคนไม่เกิน 200 คนในชนเผ่าตัวเองและคนพึ่งเริ่มมีสังคมเมืองใหญ่ผ่านมาไม่กี่ร้อยปีเท่านั้น สมองเรายังวิวัฒนาการไม่ทันสิ่งนี้
เอ้าพร่ำเพ้ออะไร อย่าลืมไปอ่านโพสอื่นๆจากทริปนี้กันด้วยนะทุกคน สนุกทุกตอนไม่ผิดหวัง
ใครใจดีฝากกดไลค์ติดตามเพจด้วยนะครับผม ขอบคุณครับ
Comments